สเปซเอ็กซ์ไม่โดดเดี่ยว เมื่อการแข่งขันของสหรัฐฯ-จีน ดันการเติบโตบริษัทเทคด้านอวกาศ

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
บิล เนลสัน ผู้อำนวยการองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (นาซา) กล่าวกับบีบีซีว่า สหรัฐฯ กำลังแข่งขันกับจีนเพื่อกลับไปยังดวงจันทร์
ในระหว่างให้สัมภาษณ์พิเศษบีบีซี เนลสันกล่าวว่า เขาต้องการทำให้แน่ใจว่า “เราจะไปถึงที่นั่นก่อน”
คำกล่าวของ ผอ.นาซา ทำให้หลายคนหวนนึกถึงเหตุการณ์ในช่วงทศวรรษ 1960-1970 ที่องค์การนาซาของสหรัฐฯ แข่งขันทางอวกาศกับสหภาพโซเวียต ทว่าในครึ่งทศวรรษต่อมา นาซาได้ว่าจ้างบริษัทเอกชนให้ทำงานด้านอวกาศอย่างหลากหลายแทน
เนลสันกล่าวว่า การจ้างบริษัทเอกชนเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะทำให้ค่าใช้จ่ายด้านอวกาศจำนวนมหาศาลถูกกระจายไปให้บริษัทเอกชนช่วยรับภาระ และนาซาเองก็ได้ใช้ "ความคิดสร้างสรรค์ของผู้ประกอบการในภาคเอกชน" ด้วย
เขายกตัวอย่าง บริษัทสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ของ อีลอน มัสก์ ที่ได้สัญญามูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากนาซาเพื่อสร้างยานลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ และสามารถพัฒนาจรวดที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมาขึ้นมาได้
เช่นเดียวกับบริษัท บลู ออริจิน (Blue Origin) ของ เจฟฟ์ เบซอส ที่ได้ลงนามในข้อตกลงมูลค่า 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนายานอวกาศสำหรับลงจอดบนดวงจันทร์เช่นกัน ซึ่งจะถูกนำไปใช้ในภารกิจในอนาคตของนาซา
นี่เป็นเพียงตัวอย่าง 2 บริษัทด้านอวกาศที่ทำรายได้มหาศาลจากงบประมาณของรัฐ โดยเม็ดเงินบางส่วนถูกใช้จ่ายไปกับความพยายามรักษาระยะห่างและการพัฒนาให้ล้ำหน้ากว่าจีน ท่ามกลางภาวะตึงเครียดของ 2 ประเทศมหาอำนาจที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งแผ่ขยายวงกว้างมากขึ้น

ต้นเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา อินเดียกลายเป็นชาติที่ 4 ที่บรรลุภารกิจลงจอดบนดวงจันทร์ได้สำเร็จ และเป็นประเทศแรกที่ไปถึงขั้วใต้ของดวงจันทร์
แต่ถึงกระนั้น โครงการอวกาศของจีนก็ยังถือเป็นโครงการที่นาซาคอยจับตามองอย่างใกล้ชิดที่สุด ด้วยเพราะจีนเป็นประเทศเดียวที่มีสถานีอวกาศเป็นของตัวเอง และได้นำตัวอย่างหินบนดวงจันทร์กลับมายังโลกแล้ว อีกทั้งยังมีแผนจะไปถึงบริเวณขั้วทั้งสองด้านของพื้นผิวดวงจันทร์ด้วย
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้นายเนลสันรู้สึกเป็นกังวล “สิ่งที่ผมกังวลคือ เราอาจพบน้ำที่ขั้วใต้ของดวงจันทร์ จีนไปถึงที่นั่นและบอกว่านี่คือพื้นที่ของเรา คนอื่นห้ามเข้า มันเป็นของเรา"
ผอ.นาซาได้หยิบยกกรณีจีนสร้างเกาะเทียมบนแนวปะการังบนหมู่เกาะสแปรตลีในทะเลจีนใต้ เพื่ออ้างการครอบครองกรรมสิทธิ์เหนือดินแดน มาสนับสนุนความกังวลใจของเขา
นอกจากนี้ จีนยังไม่ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงอาร์เทมิสที่นำโดยสหรัฐฯ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นกรอบแนวทางการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอวกาศและบนดวงจันทร์
อย่างไรก็ดี ทางการปักกิ่งระบุว่า พวกเขามีความมุ่งมั่นในการสำรวจอวกาศอย่างสันติ และได้ปฏิเสธข้อกังวลของสหรัฐฯ เกี่ยวกับโครงการอวกาศของจีน โดยระบุว่าความกังวลดังกล่าวของสหรัฐฯ เป็น "การรณรงค์ป้ายสีต่อต้านความพยายามตามปกติและสมเหตุสมผลในการสำรวจอวกาศของจีน"
การแข่งขันครั้งนี้กระตุ้นให้นาซาลงทุนมหาศาล โดยใช้เงินลงทุนไปแล้ว 71.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ เดือน ก.ย. 2021 หรือเพิ่มขึ้น 10.7% หากเทียบกับปีก่อนหน้า
แม้ว่าบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างสเปซเอ็กซ์ดึงดูดพาดหัวข่าวของสื่อ แต่งบประมาณของนาซากระจายไปในระบบเศรษฐกิจมากกว่านั้น โดยนายเนลสันระบุว่า “งบประมาณของนาซากว่า 1 ใน 4 ได้ถูกจ่ายให้กับเหล่าธุรกิจขนาดเล็ก”
ซินนีด โอซัลลิแวน อดีตวิศวกรของนาซา ผู้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ด้านอวกาศของ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า เม็ดเงินดังกล่าวสามารถเร่งการเติบโตของบริษัทขนาดเล็ก โดยเฉพาะพวกสตาร์ทอัพได้ ทั้งนี้ รัฐบาลมักจะทำหน้าที่เป็นลูกค้ารายแรกของบริษัทสตาร์ทอัพ และสัญญาเหล่านั้นก็ทำให้บริษัทเกิดใหม่เข้าถึงนักลงทุนและสามารถระดมทุนได้มากขึ้น
การแข่งขันกันกลับไปยังดวงจันทร์ไม่เพียงสร้างชื่อเสียง แต่ยังเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดกิจกรรมด้านอวกาศอื่น ๆ ที่อาจทำกำไรได้มากกว่าอย่างมหาศาลในอนาคตด้วย
ในปี 1957 รัสเซียกลายเป็นประเทศแรกที่ส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรโลกได้สำเร็จในยุคการแข่งขันด้านอวกาศระลอกแรกกับสหรัฐฯ สำหรับในปัจจุบัน มีดาวเทียมมากกว่า 10,500 ดวงโคจรอยู่รอบโลก ตามข้อมูลขององค์การอวกาศยุโรป
ชาร์ด แอนเดอร์สัน ผู้ก่อตั้งบริษัทการลงทุน สเปซ แคปิตอล ได้ให้เครดิตบริษัทสเปซเอ็กซ์ว่าเป็นผู้ทำให้อุตสาหกรรมด้านอวกาศเติบโตในทศวรรษที่ผ่านมา
"เหตุผลเดียวที่ทำให้เราพูดถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมอวกาศ ก็เพราะสเปซเอ็กซ์” และ “เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ก่อนมีการปล่อยยานอวกาศโดยเอกชนเป็นครั้งแรกนั้น ตลาดทั้งหมดถูกครอบงำโดยรัฐบาล" เขากล่าว
ด้านบริษัทวิเคราะห์ BryceTech ระบุว่า ครึ่งหนึ่งของดาวเทียมที่อยู่ในวงโคจรถูกปล่อยออกสู่อวกาศในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลงานของ 2 บริษัทคือ วันเว็บ (One Web) และ สตาร์ลิงก์ (Starlink) ของนายอีลอน มัสก์
“เศรษฐกิจอวกาศนั้นกว้างกว่าแค่จรวดและฮาร์ดแวร์ของดาวเทียมมาก มันเป็นกระดูกสันหลังที่มองไม่เห็นที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกของเรา” แอนเดอร์สันอธิบาย
เขากล่าวด้วยว่า จำนวนดาวเทียมในวงโคจรที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้บริษัทต่าง ๆ พยายามค้นหาการใช้งานข้อมูลใหม่ ๆ ที่มีขึ้นได้จากดาวเทียมพวกนี้ด้วย ไม่ว่าจะในอุตสาหกรรมด้านการเกษตร การประกันภัย รวมถึงอุตสาหกรรมการเดินเรือ

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
ร็อกเก็ตแล็บ (RocketLab) บริษัทสัญชาตินิวซีแลนด์ เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นรายใหญ่ในระบบเศรษฐกิจอวกาศ และเป็นหนึ่งในคู่แข่งของสเปซเอ็กซ์ บริษัทนี้ทำการปล่อยจรวดไปอวกาศสำเร็จแล้วถึง 40 ครั้ง โดยลูกค้าของบริษัทนี้มีทั้งนาซา และหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐบาลสหรัฐฯ รวมอยู่ด้วย
ปีเตอร์ เบ็ค ผู้ก่อตั้งบริษัทร็อกเก็ตแล็บ เป็นอดีตวิศวกรเครื่องล้างจานที่ผันตัวมาเป็นผู้ปล่อยจรวดสู่อวกาศ เขากล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของโอกาสในการทำรายได้ที่อยู่นอกโลก
"การปล่อยยานสู่อวกาศเป็นโอกาสที่มีมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากนั้นก็มีเรื่องการสร้างโครงสร้างพื้นฐานในอวกาศ เช่น การสร้างดาวเทียม ซึ่งเป็นโอกาสที่มีมูลค่าประมาณ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีเรื่องการประยุกต์ใช้ดาวเทียบในอวกาศเหล่านี้ ซึ่งเป็นโอกาสทางธุรกิจมูลค่ากว่า 830,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ"
เช่นเดียวกับ มอร์แกน สแตนลีย์ ธนาคารเพื่อการลงทุนของสหรัฐฯ ที่คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมอวกาศทั่วโลกอาจเติบโตจนมีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2040
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปสำหรับบริษัทเอกชนที่ทำงานด้านอวกาศ?
ผู้ก่อตั้งบริษัทร็อกเก็ตแล็บยังคงไม่มั่นใจนักเกี่ยวกับโอกาสบนดวงจันทร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขุดเหมือง
“ในเวลานี้ มันไม่คุ้มที่จะไปดวงจันทร์ ทำเหมือง แล้วนำกลับมายังโลก”
บิล เนลสัน ผอ.นาซา มองเห็นความเป็นไปได้ในการวิจัยทางการแพทย์ โดยชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของการวิจัยเกี่ยวกับการเติบโตของผลึก (crystal growth) ที่ดำเนินการบนสถานีอวกาศนานาชาติในปี 2019 โดยบริษัทเภสัชกรรมเมอร์ค ซึ่งช่วยพัฒนาวิธีรักษาโรคมะเร็งได้
นอกจากนี้เขายังกล่าวอีกว่า ใยแก้วนำแสงอาจผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในสภาวะแรงโน้มถ่วงเป็นศูนย์
"สิ่งที่คุณจะได้เห็นในท้ายที่สุดก็คือ กิจกรรมทางธุรกิจมากมายจะเกิดขึ้นที่วงโคจรระดับต่ำของโลก” ผอ.นาซากล่าวทิ้งท้าย
































