สรยุทธ สุทัศนะจินดา : ขอใช้เวลาสักพักก่อนตัดสินใจหวนกลับวงการสื่อ ยืนยันยังจะทำงานกับช่อง 3 หลังถูกปล่อยตัว พักโทษติดกำไลอีเอ็ม

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตพิธีกรรายการข่าวชื่อดังได้รับการปล่อยตัวแล้ว แต่ยังคงอยู่ในกระบวนการคุมประพฤติ โดยใส่กำไลอีเอ็มจนกว่าจะครบกำหนดโทษ ระบุขอใช้เวลาสักพักก่อนตัดสินใจหวนกลับวงการสื่อ ยืนยันยังจะทำงานกับช่อง 3 เหมือนเดิม
การปล่อยตัวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 07.30 น. ที่ผ่านมาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำตัว นายสรยุทธ ผู้ต้องขังในคดีฐานสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ ขึ้นรถกรมราชทัณฑ์ ไปใส่กำไลอิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว หรือ อีเอ็ม ที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 7 หลักสี่ หลังจากได้รับการพิจารณาพักโทษโดยเหตุพิเศษ โดยมีกลุ่มคนสนิทและกลุ่มแฟนคลับเดินทางมารอรับจำนวนมาก
"ผมก็ดีใจที่ได้อิสรภาพอีกครั้ง แม้ว่าจะไม่เต็มร้อยเปอร์เซนต์ เพราะสถานะในขณะนี้ยังเป็นผู้ถูกคุมความประพฤติ ภายใต้กรมควบคุมประพฤติ อย่างน้อยก็ได้ออกจากเรือนจำ เท่าที่ฟังจากน้อง ๆ และความสนใจของพวกเรา ก็ดีใจที่ยังไม่ได้ลืมกัน คงไม่มีอะไรบอกมากไปกว่า อยากขอบคุณมากจริง ๆ" นายสรยุทธกล่าว
เขายอมรับว่าการอยู่ในเรือนจำก็เป็นทุกข์ แต่อย่างน้อยคดีความจบเสียทีหลังจากต่อสู้มากว่า 4-5 ปี แต่พอถึงวันนี้หลังจากได้ติดคุกและมีชีวิตติดลบ และได้โอกาสเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่าจะกลับหวนวงการสื่อมวลชนหรือไม่ นายสรยุทธกล่าวว่าขอเวลาคิดสักระยะก่อนเพื่อปรับตัว เพราะไม่ได้ทำงานมาแล้วกว่า 5 ปี และโลกภายนอกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากแต่ยังคงจะช่วยงานจัดรายการภายในของกรมราชทัณฑ์ต่อไป นอกจากนี้ยังจะทำงานอยู่กับช่อง 3 เช่นเดิม

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ยืนยัน สรยุทธ สามารถทำงานสื่อมวลชนได้ แต่มีข้อจำกัดในแง่พื้นที่
ด้านกระทรวงยุติธรรมยืนยันว่าอดีตนักเล่าข่าวชื่อดังได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกันกับผู้ต้องขังรายอื่น โดยไม่ได้รับการปฏิบัติเป็นกรณีพิเศษ และวันนี้การปล่อยตัวนายสรยุทธ ไม่ได้เป็นการปล่อยตัวแบบวีไอพี แต่เนื่องจากเขาเป็นบุคคลที่สื่อมวลชนสนใจจึงจำเป็นต้องจัดการแถลงข่าว
นอกจากนี้อธิบดีกรมคุมประพฤติระบุว่า อดีตนักเล่าข่าวชื่อดังยังสามารถกลับไปทำหน้าที่สื่อมวลชนได้ปกติ ไม่มีข้อจำกัดในการทำงาน สามารถติดกำไลอีเอ็ม ไปปฏิบัติหน้าที่ไปปกติ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
อย่างไรก็ตาม ก็ยังข้อจำกัดในแง่ของพื้นที่ด้วย เช่นสามารถทำงานได้ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณทล แต่หากว่ามีการออกนอกพื้นที่ นายสรยุทธจะต้องทำเรื่องมายังกรมคุมประพฤติเป็นครั้งคราวไปล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน แต่ไม่สามารถทำงานในด้านการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้
ทั้งนี้นายสรยุทธ จะเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติ โดยใส่กำไลอีเอ็มจนกว่าจะครบกำหนดโทษ เป็นระยะเวลา 14 เดือน คือตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค. 2564-20 พ.ค. 2565 และต้องรายงานตัวกับกรมคุมประพฤติตามกำหนดจนกว่าจะพ้นโทษในวันที่ 26 ก.ค. 2566
วันที่ศาลศาลฎีกาสั่งจำคุก "สรยุทธ" 6 ปี 24 เดือน คดี บ.ไร่ส้ม
ย้อนไปเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2563 ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตนักเล่าข่าวชื่อดัง เป็นเวลา 6 ปี 24 เดือน โดยไม่รอลงอาญาฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐกระทำผิดด้วยการยักยอกเงินค่าโฆษณาเกินเวลาในรายการ "คุยคุ้ยข่าว" ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท. เป็นเงินกว่า 138 ล้านบาท เหตุเกิดเมื่อ 11 ปีที่แล้ว

ที่มาของภาพ, Urdee Images
คดีดังกล่าวอัยการสูงสุดยื่นฟ้อง นางพิชชาภา เอื่ยมสะอาด อดีตพนักงาน บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) ที่จัดทำคิวโฆษณา บ.ไร่ส้ม จำกัด เป็นจำเลยที่ 1 บ.ไร่ส้ม จำกัดเป็นจำเลยที่ 2 ในขณะที่ นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมการผู้จัดการ บ.ไร่ส้ม จำกัด และผู้ดำเนินรายการเล่าข่าวชื่อดัง เป็นจำเลยที่ 3 และ น.ส.มณฑา ธีระเดช พนักงาน บ.ไร่ส้ม จำกัด เป็นจำเลยที่ 4
โดยศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ได้นัดอ่านคำพิพากษาฎีกาในคดีดังกล่าว โดยนายสรยุทธ เดินทางถึงศาลอาญาคดีทุจริตฯ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทักทายสื่อมวลชนแต่ไม่ยอมให้สัมภาษณ์ ในขณะที่จำเลยอีก 2 คนก็เดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วยเช่นกัน โดยมีบรรดาเพื่อน ๆ ผู้ประกาศข่าวช่อง 3 เดินทางมาให้กำลังใจด้วย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ทั้งนี้ศาลฎีกามีคำพิพากว่าจำเลยทั้งหมดมีความผิดจริงตามฟ้อง แต่ลดโทษให้จำเลยทั้ง 4 ดังนี้
จำเลยที่ 1 นางพิชชาภา ได้รับการลดโทษลงเหลือ 12 ปี จากเดิม 20 ปี เนื่องจากศาลพิเคราะห์แล้วว่า มีความผิดเฉพาะการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น
จำเลยที่ 2 บ. ไร่ส้ม จำกัด ลดโทษปรับลงเหลือ 72,000 บาท จากเดิม 80,000 บาท
จำเลยที่ 3 นายสรยุทธ ลดโทษจาก 13 ปี 4 เดือนลงเหลือ 6 ปี และ 24 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ในฐานความผิดให้การสนับสนุนให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
จำเลยที่ 4 นางมณฑา ลดโทษจาก 13 ปี 4 เดือนลงเหลือ 6 ปี และ 24 เดือน โดยไม่รอลงอาญา
หลังจากนี้ จำเลยที่ 1, 3 และ 4 จะถูกส่งตัวไปเรือนจำตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป
ย้อนคดี บ.ไร่ส้ม ยักยอกเงินค่าโฆษณา อสมท.
เรื่องนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร
ย้อนกลับไปเมื่อระหว่างปี 2549 นายสรยุทธพิธีกรรายการข่าวกลับกลายเป็นข่าวใหญ่เสียเอง เมื่อสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บมจ. อสมท. ได้ตรวจพบว่า บ. ไร่ส้ม ซึ่งร่วมผลิตรายการ "คุยคุ้ยข่าว" ซึ่งออกอากาศทางสถานทีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท. ระหว่างวันที่ 1 ก.พ. 2548 - 15 ก.ค. 2549 ได้ค้างรายได้จากค่าโฆษณาเกินเวลา คิดเป็นเงินเกือบ 138 ล้านบาท
เมื่อมีการสืบสาวราวเรื่องแล้ว นางพิชชาภา หรือ ชนาภา เอี่ยมสะอาดเจ้าหน้าที่ธุรการระดับ 5 สำนักกลยุทธ์การตลาดของ อสมท. ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดทำคิวโฆษณาในขณะนั้น ได้สารภาพต่อผู้บริหาร อสมท. ในขณะนั้นว่า ไม่ได้รายงานการโฆษณาเกินเวลาเพื่อเรียกเก็บค่าโฆษณาจาก บ. ไร่ส้ม จำกัด เป็นจำนวน 17 ครั้ง และเธอยังใช้น้ำยาลบคำผิดลบเฉพาะคิวโฆษณาที่เกินเวลาในส่วนของ บ.ไร่ส้ม จำกัด เพื่อปกปิดความผิดตามคำแนะนำของนายสรยุทธ และ น.ส.มณฑา ธีระเดช พนักงาน บ.ไร่ส้ม จำกัด นอกจากนี้ยังได้เรียกรับเอาเงินกว่า 7 แสนบาทเพื่อตอบแทนที่ไม่รายงานการโฆษณาดังกล่าว
แม้ว่าในที่สุด บ.ไร่ส้ม จำกัด จะยอมชำระเงินค่าโฆษณาส่วนเกินคืนให้ อสมท. เป็นเงิน 152 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าโฆษณาส่วนเกิน 138 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นดอกเบี้ยที่คิดในอัตรา 7.5% ต่อปี แต่ว่า อสมท. ก็ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสองชุดและพบว่าเป็นการกระทำผิด
ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด อัยการสูงสุดส่งฟ้องคดี
ในขณะที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ไต่สวนกรณีดังกล่าวและมีมติเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2555 ว่านางพิชชาภา มีความผิดทางวินัยร้ายแรงและมีมูลความผิดทางอาญา ส่วนนายสรยุทธ ในฐานะที่เป็นกรรมการผู้จัดการ บ.ไร่ส้ม จำกัด และ น.ส.มณฑา เจ้าหน้าที่ บ.ไร่ส้ม จำกัด มีมูลความผิดทางอาญา ฐานร่วมกันสนับสนุนพนักงานกระทำความผิด
กระบวนการไต่สวนหลังจากนั้นยืดเยื้อมาหลายปี แต่ในที่สุด ที่ประชุม ป.ป.ช. ได้มีมติเห็นควรว่าจะให้อัยการสูงสุดฟ้องคดี และในเดือน ม.ค. 2558 อัยการสูงสุดได้มีคำสั่งฟ้อง นางพิชชาภา นายสรยุทธและเจ้าหน้าที่ของ บ. ไร่ส้ม จำกัด
ฐานความผิดมีอะไรบ้าง
คำฟ้องของอัยการระบุว่าจำเลยทั้ง 4 ประกอบด้วยนางพิชชาภา นายสรยุทธ น.ส.มณฑา และ บ. ไร่ส้ม จำกัด มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่า ด้วยความผิดพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 6, มาตรา 8 และมาตรา 11 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และ มาตรา 91
- ความผิดตาม มาตรา 6 ฐานพนักงานเรียกรับสินบน ระวางโทษจำคุก 5-20 ปี หรือตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต และปรับตั้งแต่ 2,000-40,000 บาท
- ความผิดตาม มาตรา 8 ฐานเป็นพนักงานใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต โทษจำคุก 5-20 ปี หรือตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 2,000-40,000 บาท
- ความผิดตาม มาตรา11 ฐานพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำคุก 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เนื่องจาก นายสรยุทธ และ น.ส. มณฑา และ บ. ไร่ส้ม จำกัด ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามกฎหมายจะต้องรับโทษในอัตรา 2 ใน 3 ของอัตราโทษที่กำหนด ในฐานที่ร่วมสนับสนุนเจ้าหน้าที่ให้กระทำความผิด
ศาลชั้นต้นสั่งจำคุก
เมื่อวันที่ 29 ก.พ. 2559 ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาคดีดังกล่าว โดยสั่งจำคุกนางพิชชาภา เป็นเวลา 30 ปี ในฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การของรัฐ และสั่งจำคุกนายสรยุทธและน.ส. มณฑา คนละ 20 ปี และสั่งปรับ บ.ไร่ส้ม จำกัด เป็นเงิน 120,000 บาท

ที่มาของภาพ, Urdee Images
แต่ทางนำสืบเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ศาลจึงลดโทษให้จำเลยทั้ง 4 คนละ 1 ใน 3
โดยปรับ บ. ไร่ส้ม จำกัด เป็นจำนวน 80,000 บาท นางพิชชาภา จำคุกเป็นเวลา 20 ปี ส่วนนายสรยุทธ และน.ส.มณฑา จำคุกคนละ 13 ปี 4 เดือน
ยืนตามศาลชั้นต้น
ต่อมาในวันที 29 ส.ค. 2560 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางอ่านคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์" ที่ยืนตามศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกนายสรยุทธ และ น.ส.มณฑา จำคุกเป็นระยะเวลา 13 ปี 4 เดือน ส่วน นางพิชชาภารับโทษจำคุก 20 ปี และยังคงคำสั่งปรับ บ. ไร่ส้ม จำกัด เป็นเงิน 80,000 บาท
นอนคุก 15 วันก่อนถูกปล่อยตัวสู้คดีชั้นฎีกา
ต่อมาในวันที่ 12 ก.ย. 2560 นายสรยุทธ ได้รับการปล่อยตัว ภายหลังจากถูกจำคุกเป็นเวลา 15 วัน หลังจากทีมทนายได้ยื่นหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นจำนวน 5 ล้านบาท พร้อมกับจำเลยคนอื่น ๆ โดยศาลตั้งเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่ศาลอนุญาตและต้องรายงานตัวทุก ๆ 3 เดือน




























