ถึงเวลาทรัมป์ตัดสินใจว่า ในท้ายที่สุดแล้วเขาต้องการอะไรจากอิหร่าน จากเหตุประท้วงใหญ่ครั้งล่าสุด

Close up of Donald Trump looking serious on board Air Force One. We can see his head and upper body and he is looking directly at the press but not speaking.

ที่มาของภาพ, Andrew Caballero-Reynolds/ AFP via Getty Images

    • Author, พอล อดัมส์
    • Role, ผู้สื่อข่าวทางการทูต ประจำกรุงวอชิงตัน
  • เวลาอ่าน: 2 นาที

สำหรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกาแล้ว นี่คือช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจ

เมื่อสิบวันที่แล้ว เขากล่าวว่า สหรัฐฯ กำลังเตรียมจะให้การ "ช่วยเหลือ" ผู้ชุมนุมประท้วงชาวอิหร่านหากรัฐบาลของพวกเขาใช้ความรุนแรงตอบโต้

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ นั้น "เราล็อกกระสุนและขึ้นลำพร้อมยิงแล้ว และพร้อมปฏิบัติการทันที"

นั่นเป็นคำพูดก่อนที่การปราบปรามอย่างรุนแรงในอิหร่านจะเริ่มขึ้นจริง ขณะนี้เมื่อขอบเขตของเหตุการณ์ถูกเปิดเผยอย่างน่าตกใจ โลกกำลังจับตาดูว่าทรัมป์จะตอบสนองอย่างไร

คาโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่า "ไม่มีใครรู้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะทำอะไร นอกจากตัวเขาเอง" โดย "โลกยังคงต้องรอและคาดเดาต่อไป"

แต่จะต้องรอนานแค่ไหน?

โพสต์ข้อความของประธานาธิบดีที่มักพิมพ์ด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดในช่วงเช้าวันอังคารทำให้สถานการณ์ดุเดือดอย่างมาก กระตุ้นผู้ประท้วงให้เข้ายึดสถานที่อันเป็นสถาบันต่าง ๆ ของอิหร่านและให้บันทึกชื่อ "ผู้สังหารและผู้ทำละเมิด" ของแต่ละคน ข้อความเหล่านี้ฟังดูราวกับผู้นำคนนี้เชื่อว่าระบอบอิหร่านอาจล่มสลายในไม่ช้า

และจากนั้นยังมีโพสต์ที่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่าทรัมป์ตั้งใจจะเข้าแทรกแซงสถานการณ์โดยตรง

"ความช่วยเหลือกำลังเดินทางไปหาแล้ว" (เขียนเป็นภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่)

ในวันอังคารเจ้าหน้าที่ระดับสูงมีกำหนดประชุมที่ทำเนียบขาวเพื่อหารือแนวทางปฏิบัติที่เป็นไปได้

ขณะที่ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันเมื่อวันอาทิตย์ โดยกล่าวว่าเขากำลังพิจารณา "มาตรการที่แข็งกร้าวบางอย่าง"

ทรัมป์อยู่ในระยะที่เพิ่งประสบความสำเร็จมาจากกรณีเวเนซุเอลา ซึ่งเขาระบุว่าการจับกุมตัวอดีตประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโรในครั้งนั้นเป็นหนึ่งในปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ดังนั้นแรงจูงใจที่จะส่งกำลังทหารเข้าไปปฏิบัติการย่อมมีอยู่มากเลยทีเดียว

คำบรรยายวิดีโอ, วิดีโอนี้จะอธิบายว่าทรัมป์จะตอบโต้การปราบปรามผู้ประท้วงของอิหร่านด้วยวิธีใด

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อฤดูร้อนปีก่อน (2025) ยังแสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ มีศักยภาพเพียงพอในการเปิดปฏิบัติการโจมตีจากระยะไกล โดยครั้งนั้นเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2 ได้ทำภารกิจบินออกจากฐานทัพอากาศไวต์แมนในรัฐมิสซูรี เดินทางไป–กลับยาวนาน 30 ชั่วโมง เพื่อทิ้งระเบิดทำลายบังเกอร์ หรือ "บังเกอร์บัสเตอร์" (bunker buster)ใส่สถานที่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ที่สำคัญที่สุดสองแห่งของอิหร่าน

ไม่ว่าสหรัฐฯ จะเลือกใช้วิธีการเดิม หรือจะการโจมตีส่วนหนึ่งส่วนใดของระบอบที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการปราบปรามในครั้งนี้แบบแม่นยำเฉพาะจุด ก็ย่อมมีเหตุผลที่จะคาดได้ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ มี "บัญชีรายชื่อเป้าหมาย" จำนวนมากรออยู่แล้ว

เจ้าหน้าที่เพนตากอนซึ่งถูกอ้างอิงโดยซีบีเอสนิวส์ พันธมิตรของบีบีซีในสหรัฐฯ ระบุว่า การตอบโต้ครั้งนี้อาจรวมถึงปฏิบัติการลับประเภทอื่นเพิ่มเติม เช่น ปฏิบัติการทางไซเบอร์ และปฏิบัติการจิตวิทยาเชิงลับที่มุ่งทำลายหรือทำให้โครงสร้างบัญชาการของอิหร่านเกิดความสับสน

อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งฉากทัศน์ที่แทบจะตัดออกได้อย่างแน่นอน คือ สิ่งใดก็ตามที่มีลักษณะคล้ายกับเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในกรุงการากัส ของเวเนซุเอลาเมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2026

คำบรรยายวิดีโอ, วิดีโอที่บันทึกภาพร่างผู้เสียชีวิตจำนวนมากแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลอิหร่านปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรงอย่างไร

แม้อิหร่านจะอยู่ในสภาพอ่อนแรง เหนื่อยล้าจากการถูกโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอลในช่วงที่ผ่านมา แต่อิหร่านก็ไม่ใช่เวเนซุเอลา สาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้เป็นระบอบการปกครองที่ผ่านศึกมาอย่างยาวนาน การปลดผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวย่อมไม่อาจทำให้ทั้งประเทศยอมจำนนต่อเจตนารมณ์ของทางการสหรัฐฯ ได้ง่ายนัก

ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ทรัมป์อ้างถึงปฏิบัติการช่วยเหลือตัวประกันชาวอเมริกันในอิหร่านในปี 1980 ของประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ที่ล้มเหลวอย่างยับเยิน ย่อมหมายความว่าเขาตระหนักถึงหลุมพรางซึ่งอาจเกิดขึ้น หากสหรัฐฯ ตัดสินใจส่งทหารเข้าไปปฏิบัติการภาคพื้นดิน

ในครั้งนี้ทหารอเมริกัน 8 นายเสียชีวิตจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งชนกับเครื่องบินลำเลียง EC-130 ขณะปฏิบัติการในทะเลทรายด้านตะวันออกของอิหร่าน

ปฏิบัติการที่ผิดพลาดครั้งนั้นผสมผสานเข้ากับความรู้สึกอัปยศที่เกิดจากภาพตัวประกันชาวอเมริกันสวมฮู้ดออกต่อหน้ากล้องในกรุงเตหะรานกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้ของคาร์เตอร์ในการเลือกตั้งปลายปีเดียวกัน

ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า "ผมไม่แน่ใจว่าเขาจะชนะการเลือกตั้งหรือไม่" และ "แต่เขาแทบไม่มีโอกาสเลยหลังจากเหตุการณ์หายนะนั้น"

แต่หลังจากผ่านมา 46 ปี คำถามสำคัญที่กำลังขับเคลื่อนการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์ของทางการสหรัฐฯ คือ แท้จริงแล้วรัฐบาลทรัมป์ต้องการบรรลุเป้าหมายใดในอิหร่าน

วิล ทอดแมน นักวิชาการอาวุโสด้านตะวันออกกลางจากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (Center for Strategic and International Studies - CSIS) กล่าวว่า "ยากที่จะบอกได้ว่าทรัมป์จะตัดสินใจดำเนินการใด" เขากล่าว "เพราะเราเองก็ไม่ทราบชัดว่าจุดมุ่งหมายทั้งหมดของเขาคืออะไร"

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ น่าจะพยายามสร้างอิทธิพลต่อแนวทางการปกครองของทางการอิหร่านมากกว่าที่จะพยายามโค่นล้มระบอบ ทอดแมนกล่าว

"ผมคิดว่าความเสี่ยงของการเปลี่ยนระบอบนั้นสูงมาก จนผมไม่เชื่อว่านั่นคือเป้าหมายหลักของเขา ณ ตอนนี้" เขากล่าว "มันอาจเป็นการเรียกร้องให้มีการยอมอ่อนข้อในประเด็นนิวเคลียร์ อาจเป็นการยุติการปราบปราม หรืออาจเป็นการผลักดันให้เกิดการปฏิรูปบางประการ ซึ่งนำไปสู่…การผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรในบางรูปแบบ"

ทรัมป์ระบุว่ามีชนชั้นนำอิหร่านส่วนหนึ่งติดต่อเข้ามาแสดงความประสงค์จะเจรจาเพื่อคงช่องทางการพูดคุยเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

เลวิตต์กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า "สิ่งที่คุณได้ยินจากทางการอิหร่านในที่สาธารณะนั้นแตกต่างอย่างมากจากข้อความที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้รับเป็นการส่วนตัว" พร้อมย้ำว่าการทูตเป็น "ทางเลือกแรกเสมอ"

An Iranian woman in a leopard print headscarf walks past an anti-US mural on a street in Tehran, showing a the Statue of Liberty in red and white with damage to its arm.

ที่มาของภาพ, EPA/Shutterstock

เจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ประสงค์ออกนามเปิดเผยกับวอลสตรีทเจอร์นัลว่า รองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ เป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูงไม่กี่คนที่กำลังกดดันให้ทรัมป์ให้ความสำคัญกับเส้นทางการทูตก่อน

แวนซ์บอกกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า "สิ่งที่ฉลาดที่สุดที่พวกเขา(อิหร่าน)ควรทำ" เขากล่าว "คือการเปิดการเจรจากับสหรัฐฯ อย่างจริงจังว่าเราต้องการเห็นโครงการนิวเคลียร์ของพวกเขาเป็นเช่นไร"

แต่หากการปราบปรามอย่างนองเลือดยังดำเนินต่อไปทั่วอิหร่าน แนวทางการทูตก็อาจถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอได้

ทอดแมนกล่าวว่า "หาก(แนวทางการทูต)ไม่เพียงพอ ก็จะทำให้ผู้ประท้วงหมดกำลังใจ"

อาจจะด้วยเหตุนี้ ประกอบกับรายงานเหตุการณ์อันเศร้าสลดที่หลุดออกมาจากอิหร่านแม้มีการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าเขาอาจจำเป็นต้องดำเนินการ แม้จะยังไม่มีการสำรวจช่องทางทางการทูตอย่างเต็มที่

เมื่อเช้าวันอังคาร (13 ม.ค.) ทรัมป์โพสต์ข้อความบนทรูธโซเชียลโดยใช้ถ้อยคำรุนแรง ชี้ชัดว่าการทูตถูกกันไว้เป็นเรื่องรองในเวลานี้

โดยเขาเขียนว่า "ผมได้ยกเลิกการประชุมทั้งหมดกับเจ้าหน้าที่อิหร่านจนกว่าการสังหารผู้ประท้วงอันไร้เหตุนี้จะยุติลง"

คำบรรยายวิดีโอ, ทรัมป์กล่าวว่ากองทัพสหรัฐฯ กำลังพิจารณา "ทางเลือกที่แข็งกร้าว" หรือ มาตรการไม้แข็ง ต่ออิหร่าน

บางฝ่ายเชื่อว่าการโจมตีแบบวงจำกัดอาจช่วยเสริมกำลังใจให้ผู้ประท้วง ขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณเตือนต่อระบอบการปกครองว่าอาจมีมาตรการที่รุนแรงกว่านี้ตามมา

บิลาล ซาอับ นักวิชาการพิเศษด้านตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือแห่งสถาบันคลังสมองแชทแฮมเฮาส์กล่าวว่า "ทั้งหมดที่ทรัมป์ต้องทำเพื่อสร้างความตื่นตระหนกภายในระบอบในครั้งเดียว"

เขากล่าวเสริมว่า "การโจมตีของสหรัฐฯ อาจทำให้ผู้ประท้วงได้รับกำลังใจ และทำให้ระบอบสูญเสียสมาธิ" แต่ซาอับระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารอาจทำให้เกิดผลย้อนกลับได้เช่นกัน

"ปฏิบัติการนี้อาจทำให้ระบอบแข็งกร้าวยิ่งขึ้น และทำให้ฐานผู้สนับสนุนที่ยังมีอยู่ทั่วประเทศรวมตัวกันเหนียวแน่นกว่าเดิม หากเขาจะออกมารวมพลังรอบธงชาติก็จะไม่ใช่เรื่องน่าตกใจนัก" เขากล่าวว่า "ความเป็นไปได้นี้จะสูงขึ้น… หากการโจมตีเป็นเชิงสัญลักษณ์หรือเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว"

นี่เป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องคิดคำนวนอย่างซับซ้อน และปัญหายิ่งทวีความยากด้วยข้อที่ว่าอิหร่านเองก็ขู่จะตอบโต้การโจมตีจากสหรัฐฯ ทุกรูปแบบ

และแม้อิหร่านจะได้รับความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลมาก่อน อิหร่านก็ยังคงมีคลังขีปนาวุธพิสัยไกลที่สำคัญอยู่

ทั่วทั้งตะวันออกกลาง พันธมิตรและกองกำลังตัวแทนของอิหร่านบางส่วนอาจไม่เหลืออยู่แล้ว เช่น กรณีประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ของซีเรีย หรืออ่อนแอลงอย่างชัดเจน เช่น กรณีของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน แต่พันธมิตร "กลุ่มอักษะแห่งการต่อต้าน" (Axis of Resistance) ก็ยังไม่สูญสิ้นพลัง

กลุ่มฮูตีในเยเมน และกองกำลังชีอะห์ในอิรักยังคงสามารถดำเนินการได้

หนึ่งในเสียงที่เรียกร้องให้ประธานาธิบดีทรัมป์ดำเนินการอย่างเด็ดขาด คือบุคคลที่เสนอตัวจะนำอิหร่านผ่านการเปลี่ยนผ่านออกจากการปกครองโดยระบอบศาสนา

"ประธานาธิบดี(ทรัมป์)ต้องตัดสินใจในเร็ว ๆ นี้" เรซา ปาห์ลาวี อดีตองค์รัชทายาทของกษัตริย์พระองค์สุดท้ายของอิหร่านซึ่งลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ บอกกับซีบีเอสนิวส์

เขากล่าวว่า "วิธีที่ดีที่สุดในการทำให้มีผู้เสียชีวิตน้อยลงในอิหร่าน คือการแทรกแซงให้เร็วที่สุด" และ "เพื่อให้ระบอบนี้ล่มสลายลงในที่สุด และยุติปัญหาทั้งหมดที่เราเผชิญอยู่"

โพสต์ของประธานาธิบดี(ทรัมป์)บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันอังคาร ที่เขาโพสต์ก่อนที่จะออกเดินทางไปยังเมืองดีทรอยต์เพื่อปฏิบัติภารกิจที่วางแผนล่วงหน้า บ่งชี้ว่าทรัมป์อาจมาถึงข้อสรุปเดียวกันแล้ว

ในโลกออนไลน์ ข้อความที่พิมพ์ขู่ด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดเป็นลักษณะประจำตัวของผู้นำสหรัฐฯ คนนี้ และเขาไม่ได้ทำตามทุกครั้ง

แต่เมื่อเขาให้สัญญาว่าจะเข้าช่วยเหลือผู้ประท้วงชาวอิหร่าน และเมื่อมีผู้เสียชีวิตแล้วหลายร้อย หรืออาจหลายพันคน ดูเหมือนว่าทรัมป์ได้ตัดสินใจแล้ว

ยากจะมองเห็นว่าเขาจะถอยกลับในตอนนี้

รายงานเพิ่มเติมโดย เคย์ลา เอปสตีน

Get in touch

Are you an Iranian in the UK? Are you struggling to speak to family in the country?