9 คำถามน่ารู้ก่อน "รัฐบาล 4 เดือน" เปิดให้กาบัตร 4 ใบ เลือก สส. พ่วง 2 ประชามติ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, การเข้าคูหาปี 2569 คนไทยจะได้บัตร 4 ใบ กากบาท 5 ครั้ง
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • เวลาอ่าน: 7 นาที

"มือกฎหมาย" ของรัฐบาล "อนุทิน" เปิดประเด็นกลางรัฐสภาเมื่อ 29 ก.ย. ว่า ในการเลือกตั้งทั่วไปภายหลังการยุบสภา ประชาชนจะได้กาบัตรลงคะแนน 4 ใบ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่การเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติเกิดขึ้นในวันเดียวกัน และเป็นครั้งแรกที่การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้เกิดขึ้นในบรรยากาศหลังรัฐประหาร

สำหรับบัตรลงคะแนนทั้ง 4 ใบ ประกอบด้วย บัตรเลือก สส.แบบแบ่งเขต, บัตรเลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์), บัตรลงประชามติรัฐธรรมนูญ และบัตรลงประชามติ MOU ไทย-กัมพูชา

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ยืนยันหลายกรรมหลายวาระว่าการยุบสภาจะเกิดขึ้นอย่างช้า 31 ม.ค. 2569

กว่าจะถึงวันเข้าคูหากาบัตร 4 ใบ มีอะไรที่คนไทยควรรู้ แต่ยังไม่รู้แน่ชัดบ้าง บีบีซีไทยตั้ง 9 คำถามน่าสนใจ ก่อนรวบรวมความเห็นผู้เกี่ยวข้อง พลิกข้อกฎหมาย ทบทวนข้อมูลในอดีตเพื่อแสวงหาคำตอบเบื้องต้น

1. ประชาชนจะได้เข้าคูหาวันไหน?

การเลือกตั้งทั่วไปจะเกิดขึ้นภายใน 45-60 วันนับจากวันที่พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ยุบสภาผู้แทนราษฎรใช้บังคับ (รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 103 กำหนดไว้)

หากนายกฯ ของ "รัฐบาลเฉพาะกิจ" ที่มีอายุ 4 เดือน ประกาศยุบสภา 31 ม.ค. 2569 นั่นหมายความว่า การเลือกตั้ง สส. จะเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ช่วง 17 มี.ค.-1 เม.ย. 2569 ทว่าถ้าพิจารณาจากธรรมเนียมปฏิบัติในอดีต คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มักกำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ จึงมีวันที่เป็นไปได้อยู่ 2 วันคือ 22 มี.ค. และ 29 มี.ค. 2569

แต่เมื่อรัฐบาลมีแนวคิดจะขอพ่วงการออกเสียงประชามติใน 2 เรื่องสำคัญเข้าไปสอบถามความคิดเห็นประชาชนในวันเดียวกับการเลือกตั้งทั่วไป คนไทยจึงน่าจะมีโอกาสรู้แน่ชัดว่าต้องเข้าคูหาวันใด ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ต.ค. หรืออย่างช้าปลายเดือน ม.ค. ปีหน้า

หากยึดเงื่อนไขของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2564 มาตรา 10 กำหนดให้จัดประชามติภายใน 90-120 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภา โดยนายกฯ หารือร่วมกับ กกต. เรื่องการกำหนดวัน

  • ถ้าให้เลือกตั้ง 22 มี.ค. 2569 จะรู้ในช่วง 23 พ.ย.-23 ธ.ค. 2568
  • ถ้าให้เลือกตั้ง 29 มี.ค. 2569 จะรู้ในช่วง 30 พ.ย.-30 ธ.ค. 2568

อย่างไรก็ตามร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ ที่ผ่านความเห็นชอบของสภาและนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้ทรงลงพระปรมาภิไธยไปแล้ว รอประกาศใช้เป็นกฎหมาย ระบุว่า หากเห็นว่าวันเลือกตั้ง สส. อยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน อาจกำหนดให้วันออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้งได้ แต่ต้องอยู่ในช่วง 60-150 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภา

  • ถ้าให้เลือกตั้ง 22 มี.ค. 2569 จะรู้ในช่วง 24 ต.ค. 2568-22 ม.ค. 2569
  • ถ้าให้เลือกตั้ง 29 มี.ค. 2569 จะรู้ในช่วง 31 ต.ค. 2568-29 ม.ค. 2569

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, การเลือกตั้งครั้งใหม่จะเกิดขึ้นภายใน 45-60 วันนับจากนายกฯ ประกาศยุบสภา

2. เลือก สส. 2 ระบบ จะใช้ค่ายเดียวเบอร์เดียวกันได้หรือไม่?

แม้คนไทยรู้จักและคุ้นชินกับการเลือกตั้ง สส. 2 ระบบ มานานกว่า 2 ทศวรรษนับจากนำมาใช้ครั้งแรกในการเลือกตั้งปี 2544 ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 โดยให้เลือก สส.แบบแบ่งเขต ซึ่งเป็นการ "เลือกคน" เข้าไปดูแลพื้นที่ในเขตเลือกตั้งของเรา กับเลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง หรือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นการ "เลือกพรรค" ให้มีโอกาสเข้าไปบริหารประเทศ โดยผู้สมัคร สส. ทั้ง 2 ระบบที่มาจากพรรคเดียวกัน จะใช้หมายเลขผู้สมัครเลขเดียวกัน

แต่รัฐธรรมนูญ 2560 ได้เปลี่ยนแปลงกติกานี้ กำหนดให้พรรคการเมืองต้องส่งผู้สมัคร สส.เขตก่อน ถึงจะมีสิทธิส่งผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ได้ ทั้งนี้ในการเลือกตั้งล่าสุดปี 2566 แต่ละพรรคต้องส่งผู้สมัคร สส. เขต และจับสลากหมายเลขประจำตัวผู้สมัครที่จะใช้รณรงค์หาเสียงในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ ก่อนที่ กกต. จะเปิดรับสมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ และให้จับสลากหมายเลขที่พรรคจะใช้หาเสียงทั้งประเทศ

นั่นทำให้บัตรลงคะแนนเลือก สส.เขต เป็นคนละเบอร์กับบัตรลงคะแนนเลือก สส.บัญชีรายชื่อ แม้เป็นผู้สมัคร สส.เขตจากค่ายเดียวกัน ถ้าอยู่คนละเขตเลือกตั้ง/คนละจังหวัด ก็ใช้เบอร์ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับผลการจับสลากของใครของมัน สร้างความยุ่งยากให้กับนักการเมือง/พรรคการเมือง ในฐานะ "ผู้เล่น", ประชาชนในฐานะ "ผู้เลือก" และ กกต. ในฐานะ "ผู้กำกับกติกา"

เมื่อรัฐบาล "อนุทิน" จะเพิ่มบัตรลงคะแนนประชามติเข้าไปอีก 2 ใบ จึงเริ่มมีผู้เสนอให้รัฐบาลช่วยลดภาระของประชาชน ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 90 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ในมาตราที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บัตรลงคะแนนเลือก สส. ทั้ง 2 ระบบ ใช้หมายเลขประจำตัวผู้สมัครเบอร์เดียวกัน

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีเสียงตอบรับจากคนในรัฐบาล

3. ประชามติรัฐธรรมนูญ จะมีกี่คำถาม และถามว่าอะไร?

กรณีรัฐธรรมนูญ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า "มี (คำถามในใจ) แล้ว แต่ยังไม่อยากพูด"

เขาเน้นย้ำว่า อำนาจตั้งคำถามอยู่ที่ กกต. กับรัฐบาลจะปรึกษากัน เพราะประชามติ คนที่ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาคือรัฐบาล แต่คนที่ดำเนินการคือ กกต.

"ตัวคำถามจะตั้งอย่างไรต้องหารือกัน รัฐบาลทำฝ่ายเดียวไม่ได้ จริงอยู่ว่าเป็นอำนาจของรัฐบาล แต่ต้องขอความเห็นและความยินยอมพร้อมใจของสมาชิกรัฐสภา ที่สำคัญ กกต. ที่มีอำนาจตามกฎหมาย" นายบวรศักดิ์กล่าวเมื่อ 30 ก.ย.

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 10 ก.ย. ระบุว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องจัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง แต่ "การออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 อาจรวมเป็นครั้งเดียวกันได้"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นอดีตประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ถูกโหวตคว่ำกลางสภาปฏิรูปแห่งชาติ เมื่อปี 2559

นายบวรศักดิ์เปิดเผยแนวคำถามเบื้องต้นเอาไว้ 2 ข้อ

  • ข้อแรก เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
  • ข้อสอง เห็นชอบด้วยกับวิธีการและเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาส่งมา หรือไม่

ขณะนี้มีร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ของ 3 พรรคการเมือง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย (ภท.), พรรคประชาชน (ปชน.), และพรรคเพื่อไทย (พท.) ยื่นต่อประธานรัฐสภาแล้ว คาดว่าจะได้พิจารณาในวาระ 1 (ขั้นรับหลักการ) 14-15 ต.ค. จากนั้นในเดือน ธ.ค. จะได้พิจารณาในวาระ 2 (พิจารณาเป็นรายมาตรา) และวาระ 3 (ขอความเห็นชอบทั้งฉบับ)

ในการผ่านความเห็นชอบในวาระที่ 1 และวาระที่ 3 ต้องมีเสียง สว. เห็นชอบด้วย ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของวุฒิสภา หรือต้องได้เสียง สว. 66 คน จาก สว. ทั้งหมดที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 198 คน

หากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาได้ตามกรอบเวลานี้ ก็มีโอกาสได้ทำประชามติประเด็นรัฐธรรมนูญ 2 คำถามในคราวเดียวกัน

ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ซึ่งจัดทำขึ้นในบรรยากาศหลังรัฐประหาร 2557 ทั้งนักการเมืองและภาคประชาชนเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเกือบ 30 ฉบับ แต่มีเพียงฉบับเดียวที่ผ่านความเห็นชอบของ สส. และ สว. เมื่อปี 2564 คือร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 83, 86 และ 91 ซึ่งมีหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ขณะนั้นเป็นเจ้าของร่าง โดยให้ยกเลิกระบบเลือก สส. แบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ใช้ครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ 2560 แล้วหวนกลับไปใช้การเลือก สส. 2 ระบบ และเปลี่ยนจำนวน สส.เขต เป็น 400 คน และบัญชีรายชื่อ 100 คน

4. MOU ไทย-กัมพูชาฉบับไหนที่รัฐบาลเล็งยกเลิก?

กรณีบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding - MOU) ปรากฏครั้งแรกในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ในนโยบายด้านความมั่นคง ข้อ 6 "ทำประชามติเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพิจารณาตัดสินใจให้ความเห็นต่อการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทย-กัมพูชา"

ก่อนที่นายบวรศักดิ์คนเดิมจะเปิดเผยแนวคำถามเบื้องต้นว่า เห็นชอบให้ยกเลิก MOU กับกัมพูชาหรือไม่

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ต้องการให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลทั้งหมดว่าเนื้อหาของ MOU เป็นอย่างไรและมีไว้เพื่ออะไร อยากให้ประชาชนตัดสินใจโดยมีข้อมูล ส่วนจะตัดสินใจอย่างไรก็เคารพ เพราะมีความเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศ จึงอยากให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม

อย่างไรก็ตามมีหลากหลายคำถามที่รัฐบาลยังไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน อาทิ MOU ฉบับไหนที่จะนำไปทำประชามติ, จะถามคำถามกี่ข้อ, MOU 2543 และ 2544 ใช้คำถามเดียวกันหรือไม่, นอกจากให้ประชาชนวินิจฉัยว่า "ยกเลิก" หรือ "ไม่ยกเลิก" มีข้อเสนออื่นอีกหรือไม่, มีแผนรองรับผลที่ตามมาอย่างไรหากผลประชามติให้ยกเลิก

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอีเอส และ สส.บุรีรัมย์ พ่วงเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ. ศึกษา MOU 43-44 ของสภา

นายกฯ อนุทินโยนให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญศึกษาปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเกี่ยวข้องกับ MOU 43 และ MOU 44 ที่มีนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ สส.บุรีรัมย์ พรรค ภท. เป็นประธาน เป็นผู้ศึกษาและเสนอมายังรัฐบาล

สำหรับ MOU 2543 ลงนามในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เป็นบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก มีเป้าหมายในการจัดทำกรอบการทำงานร่วมกัน เพื่อกำหนดเส้นเขตแดน โดยอ้างอิงตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสปี 1904 และ 1907

MOU 2544 ลงนามในสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร เป็นบันทึกความเข้าใจพื้นที่ทับซ้อนของไหล่ทวีป ข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

5. บัตรลงคะแนน 4 ใบ จะมีหน้าตาอย่างไร?

ก่อนถึงวันเข้าคูหาเลือกตั้งพ่วงประชามติ รัฐบาลจำเป็นต้องให้ข้อมูลแก่ผู้มีสิทธิออกเสียงเพื่อสร้างความเข้าใจทั้งต่อกระบวนการโหวต 4 ใบ กากบาท 5 ครั้ง และสาระสำคัญของเรื่องที่นำไปทำประชามติ ทั้งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันและร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และรายละเอียดของ MOU 43-44

"คิดว่าคนไทยฉลาดมาก จะไม่สับสนกับบัตร 4 ใบ จำได้ไม่ยาก" รองนายกฯ ผู้มีดีกรีเป็นด็อกเตอร์ด้านกฎหมายมหาชนกล่าว และเชื่อว่าจะไม่มีปัญหา

นายบวรศักดิ์ทดลองอธิบาย-ฉายตัวอย่างของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งใช้บัตร 4 ใบ สรุปได้ ดังนี้

บัตรเลือกตั้ง ให้ใช้บัตรปกติ ไม่มีสี

บัตรประชามติ ให้ใช้บัตรสีเหลือง

  • ถ้าเห็นชอบด้วย ให้กาในช่องสีเขียว สื่อความหมายเหมือนไฟเขียว แปลว่าไป
  • ถ้าไม่เห็นชอบ ให้กาในช่องสีแดง สื่อความหมายเหมือนไฟแดงแปลว่าหยุด ไม่ต้องทำ

บัตรประชามติ MOU ให้ใช้บัตรสีฟ้า

  • ถ้าเห็นชอบด้วยให้ยกเลิก ให้กาในช่องสีเขียว
  • ถ้าไม่เห็นชอบด้วยกับการยกเลิก ให้กาในช่องสีแดง

อย่างไรก็ตาม กกต. จะเป็นผู้กำหนดลักษณะบัตร สีของบัตรลงคะแนน ต่อไป

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ในการเลือกตั้ง 2566 เป็นการ "เลือก 2 ได้ 3" คือบัตรใบแรกเลือก สส.เขต บัตรใบที่สองเลือก สส.บัญชีรายชื่อ และพ่วงการพิจารณาแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคไปด้วย

6. จะวางแผนประชาสัมพันธ์อย่างไร?

นอกจากบัตรลงคะแนน นายบวรศักดิ์ยังเล่าถึงแผนประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูลใน 2 เรื่องที่รัฐบาลจะนำไปลงประชามติ โดยเขาเสนอนายกฯ และ ครม. ว่าควรขอความร่วมมือจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และให้ บมจ.อสมท. และสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.) ช่อง 11 จัดเวลาที่เท่าเทียมกันทุกฝ่ายทุกวัน

  • เพื่อชี้แจงเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่ามีเนื้อหาสาระอย่างไร โดยเปิดโอกาสให้ฝ่ายเห็นด้วยและฝ่ายไม่เห็นด้วยมีเวลาเท่ากัน
  • เพื่อชี้แจงเนื้อหาสาระสำคัญของ MOU โดยกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากนั้นให้ฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยแสดงความคิดเห็นโดยมีเวลาเท่ากัน

ส่วนสื่อโซเชียลนั้น รองนายกฯ บอกว่ารัฐบาลแตะต้องไม่ได้อยู่แล้ว เพราะเป็นเสรีภาพของแต่ละคน

สำหรับแผนประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขยายความเพิ่มเติมว่า หลังร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาในวาระ 1 และวาระ 2 "จะต้องมีการประชาสัมพันธ์อย่างเข้มข้น" ในระหว่างพักร่างกฎหมายไว้ 15 วัน ก่อนกลับมาขอความเห็นชอบของรัฐสภาในวาระ 3 (รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (5) กำหนดไว้)

แต่การประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับ MOU หลายฝ่ายยังเป็นกังวล เพราะการทำประชามติ จำเป็นต้องให้ประชาชนมีข้อมูลเพียงพอต่อการตัดสินใจ ขณะที่บันทึกข้อตกลงระหว่างประเทศถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แม้แต่รัฐสภายังต้องประชุมลับ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย มองว่า "เป็นเรื่องล่อแหลมมาก" และ "เสี่ยงต่อการเกิดความเสียหาย" เขาตั้งคำถามว่า ในเวลา 4 เดือน จะชี้แจงข้อมูลประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน เพราะกฎหมายประชามติบอกว่าต้องรณรงค์ได้ แต่การประชุมเรื่อง MOU ในรัฐสภาหลายครั้งเป็นการประชุมลับ เพราะกลัวข้อมูลจะไปถึงฝ่ายกัมพูชา จะรู้ว่าไทยคิดอย่างไร อีกทั้งยังเป็นการทำประชามติในบรรยากาศที่ประชาชนยังมีความรู้สึกโกรธแค้น ไม่พอใจ

เช่นเดียวกับนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ชี้ว่า เป็นภาระของนายอนุทินที่ต้องตอบว่าจะมีวิธีการใดทำให้ประชาชนรับรู้ โดยไม่กระทบต่อผลประโยชน์ของชาติ หากข้อมูลรั่วไหลไปถึงกัมพูชา และบอกด้วยว่าฝ่ายค้านไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะมีการเสนอทำประชามติในเรื่องนี้

"นี่คือหน้าที่ของภูมิใจไทยต้องทำให้ประชาชนเข้าใจ ต้องปกป้องผลประโยชน์ชาติ ไม่ใช่เดินหน้าเพื่อหวังผลเลือกตั้ง และไม่ปล่อยให้ความลับของชาติตกไปอยู่ในมือกัมพูชา" สส. พรรคสีส้มกล่าว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ปัจจุบันมีสื่อมวลชนหลากหลายแขนง ทั้งสื่อดั้งเดิมและสื่อออนไลน์

7. เข้าคูหากา 3 in 1 ประหยัดงบแผ่นดินได้เท่าไร?

รัฐบาลให้เหตุผลในการ "เลือกตั้งพ่วงประชามติ" ว่าเป็นไปเพื่อประหยัดงบประมาณแผ่นดิน โดยอ้างอิงข้อมูลจาก กกต. ที่ว่าจัดการเลือกตั้งครั้งหนึ่งต้องใช้งบราว 6,000 ล้านบาท หากจัดการเลือกตั้ง สส. และประชามติอีก 2 ครั้ง จะรวมเป็นเงินถึง 18,000 ล้านบาท

แต่เมื่อจับ 3 เรื่องมาทำในครั้งเดียว หรือเรียกว่ากากบาทแบบ 3 in 1 จึงช่วยประหยัดงบประมาณลงราว 12,000 ล้านบาท

เมื่อบีบีซีไทยตรวจสอบย้อนหลัง เกี่ยวกับงบประมาณที่ใช้จัดการเลือกตั้งและประชามติ 2 ครั้ง พบข้อมูล ดังนี้

  • เลือกตั้งทั่วไปปี 2566 จัดเมื่อ 14 พ.ค. 2566 ใช้งบ 5,941.1 ล้านบาท
  • ประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 จัดเมื่อ 7 ส.ค. 2559 ใช้งบ 2,991.5 ล้านบาท
  • ประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 จัดเมื่อ 19 ส.ค. 2550 ใช้งบ 1,500.2 ล้านบาท

8. ต้องได้เสียงเท่าใด ถึงจะผ่านประชามติ?

หากร่าง พ.ร.บ.ประชามติฉบับใหม่ ซึ่งมีสาระสำคัญคือการยกเลิกเกณฑ์ "เสียงข้างมาก 2 ชั้น" (Double Majority) แล้วให้กลับไปใช้ "เสียงข้างมากชั้นเดียว" (Simple Majority) ในการหาข้อยุติในเรื่องที่จัดทำประชามติ มีผลบังคับใช้

ย่อมหมายความว่า ประชาชนที่ออกไปใช้สิทธิส่วนใหญ่ต้องกาช่อง "เห็นชอบ" กับ 3 คำถาม ใน 2 บัตรลงประชามติ กรณีรัฐธรรมนูญ และกรณี MOU โดย "คะแนนเสียงข้างมากต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็น" หรือพูดง่าย ๆ ว่าคะแนนของผู้โหวตเห็นชอบ ต้องมากกว่าคะแนนผู้กาช่องไม่ประสงค์ลงคะแนนหรือไม่แสดงความคิดเห็น จึงจะถือว่าผ่านความเห็นชอบ

แต่ถ้ายังต้องเข้าคูหาด้วย พ.ร.บ.ประชามติฉบับปัจจุบัน การผ่านประชามติต้องอาศัย "เสียงข้างมาก 2 ชั้น" ในชั้นแรก ต้องมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเป็นจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง และชั้นที่สอง ต้องมีผู้โหวตเห็นชอบเป็นจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิออกเสียง

ข้อมูล ณ ปี 2566 มีผู้มีสิทธิออกเสียงชาวไทยทั้งหมด 52 ล้านคน ในชั้นแรก ต้องมีผู้ออกมาใช้สิทธิออกเสียงเกิน 26 ล้านเสียง แต่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการยกเลิก MOU จะผ่านได้ ต้องมีผู้โหวตเห็นชอบเกิน 13 ล้านเสียง

9. เราเรียนรู้อะไรบ้างจาก 2 ประชามติในไทย?

ประเทศไทยเคยจัดให้มีการออกเสียงประชามติระดับชาติมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ยังไม่เคยทำวันเดียวกับการเลือกตั้ง

การลงประชามติในทั้ง 2 ครั้งเกิดขึ้นในบรรยากาศหลังการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับเดิม แล้วยกร่างฉบับใหม่ ซึ่งแต่ละฉบับมีเนื้อหาหลายร้อยมาตรา ก่อนนำไปขอความเห็นชอบจากประชาชนเพื่อสร้างความชอบธรรมให้คณะรัฐประหาร ทั้งนี้การเข้าคูหาประชามติล่าสุดเมื่อ 9 ปีก่อน มีการตั้งคำถาม 2 ข้อให้ประชาชนโหวตเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ

ปี 2550 หลังรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) 19 ก.ย. 2549

  • บัตรออกเสียงประชามติ: ใช้บัตรใบเดียว ถามคำถามข้อเดียว มีเพียงช่อง "เห็นชอบ" และ "ไม่เห็นชอบ" ให้ทำเครื่องหมายกากบาท ไม่มีช่อง "ไม่ประสงค์ลงคะแนน/งดออกเสียง"
  • คำถาม: "ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ...." (มีเนื้อหาทั้งหมด 309 มาตรา 15 หมวด รวม 127 หน้า)
  • ผลประชามติ: เห็นชอบด้วยคะแนน 14.7 ล้านคน ต่อ 10.7 ล้านคน (คิดเป็นคะแนนเห็นชอบ 57.81%) โดยมีผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด 45 ล้านคน และมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียง 25.9 ล้านคน (คิดเป็น 56.4%) ทั้งนี้มีบัตรเสียหรือไม่ลงคะแนน 5 แสนใบ (คิดเป็น 1.94%)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปออกเสียงประชามติเมื่อ 7 ส.ค. 2559

ปี 2559 หลังรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 22 พ.ค. 2557

  • บัตรออกเสียงประชามติ: ใช้บัตรใบเดียว ถามคำถาม 2 ข้อ โดยแบ่งเป็นครึ่งบน-ล่าง ทำเป็น 2 สีต่างกัน โดยมีเพียงช่อง "เห็นชอบ" และ "ไม่เห็นชอบ" ให้ทำเครื่องหมายกากบาท ไม่มีช่อง "ไม่ประสงค์ลงคะแนน/งดออกเสียง"
  • คำถาม: ประเด็นที่ 1 "ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. .... ทั้งฉบับ" (มีเนื้อหาทั้งหมด 279 มาตรา 16 หมวด รวม 305 หน้า) ประเด็นที่ 2 "ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าเพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่าในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี"
  • ผลประชามติ: ประเด็นแรก เห็นชอบร่างรัฐธธรรมนูญ ด้วยคะแนน 16.8 ล้านคน ต่อ 10.5 ล้านคน (คิดเป็นคะแนนเห็นชอบ 61.35%) โดยมีผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด 50 ล้านคน และมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียง 29.7 ล้านคน (คิดเป็น 59.4%) ทั้งนี้มีบัตรเสียหรือไม่ลงคะแนน 9.3 แสนใบ (คิดเป็น 3.15%) ประเด็นเพิ่มเติม เห็นชอบคำถามพ่วง ด้วยคะแนน 15.1 ล้านคน ต่อ 10.9 ล้านคน (คิดเป็นคะแนนเห็นชอบ 58.07%) โดยมีผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด 50 ล้านคน และมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียง 29.7 ล้านคน (คิดเป็น 59.4%) ทั้งนี้มีบัตรเสียหรือไม่ลงคะแนน 3.6 แสนใบ (คิดเป็น 8.1%)

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เรียกขานรัฐธรรมนูญที่ยกร่างโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งเขาเป็นผู้แต่งตั้งว่า "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน" หลังผ่านประชามติ

ตัว "คำถามพ่วง" ที่ผ่านประชามตินี่เองที่ทำให้ สว. ชุดเฉพาะกาลที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. มีอำนาจร่วมโหวตเลือกนายกฯ 2 คนหลังเลือกตั้ง (นายกฯ ประยุทธ์ แคนดิเดตจากพรรคพลังประชารัฐปี 2562 และนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทยปี 2566)

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, ฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยแสดงความผิดหวังภายหลังทราบผลประชามติ 7 ส.ค. 2559 ซึ่งประชาชนกว่า 16 ล้านคนลงมติ "เห็นชอบ" ร่างรัฐธรรมนูญ ส่วน 10 ล้านคน "ไม่เห็นชอบ"

วิทยานิพนธ์ในหัวข้อ "การเมืองวัฒนธรรมของการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559" ชี้ให้เห็นเบื้องหลังความสำเร็จของการสร้างคำจำกัดความ เพื่อให้เกิดภาพจำบางประการต่อร่างรัฐธรรมนูญ ภายใต้กลยุทธ์ "การสื่อสารเป็นจุด ๆ" ของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. โดยสกัดเฉพาะข้อดี-ข้อเด่นมาสื่อสารกับสังคม มีผู้นำทางความคิดในเครือข่ายรัฐบาล ผู้สนับสนุน รวมถึงเครือข่ายบุคลากรภาครัฐราว 5.3 แสนคนร่วมเป็นวิทยากรกระบวนการ (ครู ก. ข. ค.) และ "กระบอกเสียง" คอยขานรับและส่งต่อชุดคำอธิบายจาก กรธ. เกิดเป็นวาทกรรมหลัก 5 ชุดในสนามประชามติ อาทิ รัฐธรรมนูญฉบับ "ปราบโกง" "ปฏิรูป" "ประชาชนเป็นใหญ่"

ส่วนฝ่ายเห็นต่างไม่มีพื้นที่ให้วิจารณ์ข้อด้อยของร่างรัฐธรรมนูญมากนัก เพราะถูกกล่าวหาว่า "บิดเบือน" และถูกฟ้องดำเนินจากการจัดทำเอกสารคำอธิบายอีกด้านที่ถูก กรธ. เรียกว่า "รัฐธรรมนูญปลอม" ซึ่ง ณ เวลานั้นกฎหมายประชามติก็มีบทลงโทษรุนแรงทั้งปรับและจำคุก พวกเขาจึงทำได้แค่ชี้ให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลของกระบวนการประชามติผ่านวาทกรรม อาทิ "ประชามติมัดมืดชก" "ประชามติในความเงียบ"

แม้ 2 พรรคใหญ่ในขณะนั้นอย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ประกาศคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ทำให้ชะตากรรมของรัฐธรรมนูญดังกล่าวต้องสะดุดหยุดลง เพราะมีปัจจัยอื่น ๆ มาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กลไกการสื่อสารของฝ่าย คสช. ที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่า, ความอยากเลือกตั้งของคนส่วนใหญ่ เพราะถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญ โรดแมปเลือกตั้งก็ต้องขยับออกไป ตลอดจนความนิยมชมชอบในตัว พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งแต่งเครื่องแบบทหารประกาศรับร่างรัฐธรรมนูญก่อนเข้าคูหา 2 วัน ส่งผลให้คนไทยถึง 61.35% พร้อมใจกันโหวตเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับ คสช.

การทำให้ประชามติเป็น "ทางผ่าน" เป็นกลยุทธ์ที่คณะรัฐประหารปี 2549 เคยใช้ได้ผลมาแล้วในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ผ่านวาทกรรม "รับไปก่อน แก้ทีหลัง" จึงไม่แปลกหากคณะรัฐประหารรุ่นน้องจะเรียนรู้จากรุ่นพี่ และประสบชัยชนะในสนามประชามติครั้งล่าสุด ทำให้คนไทยอยู่กับกติกาสูงสุดที่ถูกเรียกขานว่า "มรดกลุงตู่" มาแล้ว 8 ปี

สำหรับการออกเสียงประชามติ (referendum) เป็นกระบวนการออกเสียงลงคะแนนของประชาชน เพื่อแสดงความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่อมาตรการที่รัฐบาลเสนอ หรือต่อสิ่งที่เกิดจากความริเริ่มของประชาชนเอง โดยถือเป็นการใช้อำนาจประชาธิปไตยทางตรงของประชาชน เพื่อเสริมกับประชาธิปไตยผ่านตัวแทน ซึ่งประชาชนบางส่วนมองว่าผู้นำและผู้แทนราษฎรไม่เชื่อมโยงกับพวกเขา

การออกเสียงประชามติในรัฐสมัยใหม่ เกิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในปี ค.ศ. 1798 และกลายเป็นแม่แบบให้ประเทศประชาธิปไตย ทั้งนี้ชาวสวิสมักได้รับเชิญให้ลงคะแนนเสียงในประเด็นต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ มีทั้งประชามติระดับชาติและระดับรัฐ

การออกเสียงประชามติในโลกนี้ มีทั้งประเทศที่กำหนดให้ประชามติมีผลผูกพันบังคับ (binding referendum) และประเทศที่ใช้ประชามติในเชิงหารือ (consultative referendum)