ฮิปโปแคระ ผองเพื่อน “หมูเด้ง” ใกล้สูญพันธุ์ในธรรมชาติ หลังถิ่นที่อยู่หดหาย-ถูกทำลาย

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, อิซาเบลลา คามินสกี
- Role, บีบีซี ฟิวเจอร์
- เวลาอ่าน: 2 นาที
“น้องหมูเด้ง” ลูกฮิปโปแคระผู้โด่งดังแห่งสวนสัตว์เปิดเขาเขียว กำลังดึงดูดความสนใจจากผู้คนทั่วโลกและทำให้บรรดาแฟนคลับคลั่งไคล้ในความน่ารักน่าเอ็นดู แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า ผองเพื่อนและญาติร่วมสายพันธุ์เดียวกันของน้องหมูเด้ง ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในป่าของแอฟริกา กำลังมีจำนวนประชากรลดลงจนเข้าขั้นใกล้สูญพันธุ์ และอาจจะหายไปจากโลกนี้อย่างเงียบ ๆ ในเวลาอีกไม่นานนัก
ตลอดช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้สนใจหลายพันคนหลั่งไหลกันไปชมความน่ารักของน้องหมูเด้งวัย 2 เดือน อย่างไม่ขาดสายในแต่ละวัน โดยในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ครั้งหนึ่ง เคยมีผู้มาเยือนถึง 20,000 คน เพื่อเฝ้าดูน้องหมูเด้งกินอาหารและเล่นสนุกตามประสาลูกฮิปโปโปเตมัสแคระ (Pygmy Hippopotamus) ที่ตัวอ้วนกลมและชอบกระโดดไปมา
ล่าสุดหมูเด้งกลายเป็นขวัญใจประจำสวนสัตว์ ที่ได้รับความสนใจจากสื่อสังคมออนไลน์และสำนักข่าวทั่วโลก จนถึงขั้นเป็นแรงบันดาลใจให้มีผู้ริเริ่มสอนการแต่งหน้า โดยเน้นปัดแก้มสีชมพูเลียนแบบหมูเด้ง คลิปวิดีโอนี้รวมทั้งคลิปกิจกรรมอื่น ๆ ของเจ้าลูกฮิปโปแคระกลายเป็นไวรัลในชั่วข้ามคืน
แต่ถึงกระนั้น ชื่อเสียงของหมูเด้งก็ไม่ได้ช่วยให้ครอบครัวและเผ่าพันธุ์ของมัน ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Choeropsis liberiensis รอดพ้นจากการถูกคุกคามด้วยภยันตรายต่าง ๆ ในธรรมชาติ เพราะนอกจากฮิปโปแคระจะอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์แล้ว พวกมันยังเป็นสัตว์หายากที่ดำรงชีวิตแบบเร้นลับในป่าของแอฟริกาตะวันตก ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยหลักที่กำลังหดหายและถูกทำลายไปทุกขณะ
ฮิปโปแคระเป็นฮิปโปโปเตมัสสายพันธุ์ที่มีขนาดเล็กที่สุดของโลก ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ ในบัญชีแดงขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ผลการสำรวจครั้งล่าสุดในปี 2015 ชี้ว่ามีฮิปโปแคระที่โตเต็มวัยไม่ถึง 2,500 ตัวในธรรมชาติ โดยคาดว่าได้สูญพันธุ์ไปจากประเทศไนจีเรียแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไนจีเรียเคยเป็นหนึ่งในดินแดนแถบแอฟริกาตะวันตกที่มีฮิปโปแคระอยู่เป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม คาดว่ายังมีประชากรฮิปโปแคระอยู่เล็กน้อยในประเทศไลบีเรีย, โกตดิวัวร์ (ไอวอรีโคสต์), กินี, และเซียราลีโอน

ที่มาของภาพ, Getty Images
สัตว์ที่ดำรงชีวิตอย่างเร้นลับ
ฮิปโปแคระมักอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าห่างไกลจากชายฝั่งทะเล โดยชอบอยู่ใกล้กับแม่น้ำลำธารหรือบึงต่าง ๆ เพื่อทำให้ผิวหนังของมันเปียกชุ่มอยู่เสมอ อาหารหลักของฮิปโปแคระคือหญ้า, ใบไม้, หน่อไม้, และผลไม้หลากชนิด โดยจะออกหาพืชผักกินเป็นอาหารในช่วงกลางคืน รวมทั้งในเวลาพลบค่ำและรุ่งสางด้วย
ฮิปโปแคระนั้นเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและคติชนแห่งภูมิภาคแอฟริกาตะวันตกมายาวนาน โดยมีตำนานของไลบีเรียเรื่องหนึ่งเล่าว่า ฮิปโปแคระสามารถเดินป่าได้ในตอนกลางคืน เพราะพวกมันคาบเพชรที่ฉายแสงเจิดจรัสไว้ในปากเพื่อช่วยส่องทาง ส่วนความเชื่อในนิทานเรื่องหนึ่งของไอวอรีโคสต์นั้นบอกว่า ใครก็ตามที่เห็นหางของฮิปโปแคระและเผลอหัวเราะขำออกมา จะต้องกลายเป็นคนวิกลจริตไปในที่สุด
แม้วัฒนธรรมท้องถิ่นจะให้ความสำคัญกับฮิปโปแคระอย่างมาก แต่อันที่จริงแล้ว พวกมันเป็นสัตว์ที่ดำรงชีวิตอย่างเร้นลับ จนไม่ค่อยมีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์กับพวกมันมากนัก เมื่อเทียบกับญาติของมันที่มีขนาดใหญ่กว่า เพราะฮิปโปแคระเป็นสัตว์ที่ออกหากินตอนกลางคืน ชอบแอบซ่อนหลบเร้นตัวไม่ให้ใครเห็น และมักจะแยกออกจากกลุ่มไปอยู่ตามลำพังเป็นส่วนใหญ่ ทำให้การวิจัยฮิปโปแคระในธรรมชาตินั้นทำได้ยากมาก
เนื่องจากอุปนิสัยที่ชอบเก็บตัวของพวกมัน ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องเรียนรู้การดำรงชีวิตของฮิปโปแคระผ่านกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่าเท่านั้น โดยอาจมีการติดตามแกะรอยเท้าหรือสัญลักษณ์อื่น ๆ รวมทั้งการเก็บตัวอย่างมูลที่ฮิปโปแคระขับถ่ายออกมาเป็นครั้งคราว รวมทั้งการใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์เพื่อประมาณการจำนวนประกร และประเมินถึงความเคลื่อนไหวของพวกมันด้วย ส่วนฮิปโปแคระที่อยู่ในสวนสัตว์ตามโครงการเพาะพันธุ์นั้น ก็ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ทำความเข้าใจสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดนี้ได้มากขึ้นเช่นกัน
ด้านองค์กรไม่แสวงผลกำไร Fauna & Flora International และองค์การพัฒนาป่าไม้ของไลบีเรีย ได้ใช้เทคโนโลยีการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอในสิ่งแวดล้อม (eDNA) มาช่วยค้นหาร่องรอยของฮิปโปแคระตามระบบแม่น้ำสายต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ซึ่งวิธีนี้จะใช้การวิเคราะห์ชิ้นส่วนดีเอ็นเอที่พบในถิ่นที่อยู่ของพวกมันเป็นหลัก
ถิ่นที่อยู่อาศัยที่กำลังหดหายไป
แม้ฮิปโปแคระจะเป็นสัตว์ที่ได้รับการปกป้องคุ้มครองมาหลายสิบปีแล้ว แต่โบกุย เอลี บันดามา นักวิจัยจากศูนย์วิจัยทางวิทยาศาสตร์สวิสที่ไอวอรีโคสต์ บอกว่าความพยายามที่จะศึกษาฮิปโปแคระในธรรมชาติเพิ่งจะยกระดับขึ้นหลังปี 2010 เท่านั้น หลังจากที่มีปัจจัยกดดันต่อถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกมันเพิ่มขึ้นอย่างมาก
พื้นที่ป่าดั้งเดิมในไอวอรีโคสต์ ถูกทำลายหรือเสื่อมสภาพลงเป็นบริเวณกว้าง เช่นมีการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อใช้เป็นพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมัน, โกโก้, และยางพารา นอกจากนี้ความต้องการไม้ที่เพิ่มสูงขึ้น ยังเป็นอีกหนึ่งภัยคุกคามที่ทำให้ป่าของไลบีเรียถูกตัดโค่น แม้รัฐบาลจะพยายามเข้าควบคุมไม่ให้มีการลักลอบตัดไม้แล้วก็ตาม แต่ชาวบ้านในหลายพื้นที่ก็ยังนิยมตัดไม้เพื่อเอาไปทำฟืนกันอยู่
ทว่าสิ่งที่เป็นภัยคุกคามรุนแรงขึ้นในปัจจุบัน กลับเป็นการลักลอบทำเหมืองแร่ในอุทยานแห่งชาติตาอีของไอวอรีโคสต์ โดยโบกุยบอกว่า ผู้คนจำนวนมากพากันมาขุดและร่อนหาทองที่มีอยู่ตามแหล่งน้ำ จนกระทบต่อถิ่นที่อยู่อาศัยของฮิปโปแคระและการดำรงชีวิตในธรรมชาติของพวกมัน
กาเบรียลลา แฟลกเก สัตวแพทย์ผู้ให้คำปรึกษาในการวางแผนช่วยฮิปโปแคระไม่ให้สูญพันธุ์ของ IUCN บอกว่าสัตว์ชนิดนี้ไม่สามารถปรับตัวดำรงชีวิตในภูมิประเทศหลากหลายแบบ และมักมีถิ่นที่อยู่อาศัยที่จำกัดมาก ทำให้เผ่าพันธุ์ของมันอ่อนแอเปราะบางต่อความสูญเสียในประเด็นนี้เป็นพิเศษ “พวกมันไม่มีที่ไปแล้ว อาณาเขตของบ้านฮิปโปแคระหดเล็กแคบลงทุกที นั่นหมายความว่า มีพื้นที่ให้หากินและแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติลดน้อยลง พื้นที่สำหรับการขยายพันธุ์และระบบนิเวศที่จำเป็นกับพวกมันก็น้อยลงด้วย”

ที่มาของภาพ, Fauna & Flora
สิ่งที่เลวร้ายไปยิ่งกว่านั้น คือยังมีการไล่ล่าฮิปโปแคระเพื่อเอาเนื้อมาปรุงอาหารอยู่ ทำให้ความพยายามศึกษาวิจัยและอนุรักษ์สัตว์สายพันธุ์นี้ยากลำบากขึ้นไปอีก
แม้ฮิปโปแคระจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายในถิ่นที่อยู่ของมัน ซึ่งครอบคลุมทั้งสี่ประเทศของภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก แต่การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว มีระดับความเข้มงวดที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น “ไอวอรีโคสต์นั้นมีความพร้อมมากที่สุด เพราะมีทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการนี้มากกว่า ทั้งการเมืองของประเทศก็มีเสถียรภาพ เมื่อเทียบกับไลบีเรียหรือเซียราลีโอน” แฟลกเกกล่าว
โบกุยซึ่งกำลังทำวิจัยฮิปโปแคระในอุทยานแห่งชาติตาอีของไอวอรีโคสต์ บอกว่าพื้นที่ป่าแห่งนี้เป็นป่าฝนปฐมภูมิที่ได้รับการคุ้มครองขนาดใหญ่ที่สุดในแอฟริกาตะวันตก ทั้งยังขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติกับองค์การยูเนสโกอีกด้วย “อุทยานแห่งนี้ได้มอบถิ่นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมให้กับฮิปโปแคระ มีทั้งแหล่งอาหาร และเหนือสิ่งอื่นใดคือมีการคุ้มครองตามกฎหมาย แม้จะไม่ได้รับประกันความปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม”
โบกุยประมาณการว่า ปัจจุบันมีฮิปโปแคระในอุทยานแห่งชาติตาอีราว 800 - 1,000 ตัว โดยรัฐบาลไอวอรีโคสต์ได้ส่งเสริมการอนุรักษ์ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่นปลูกต้นไม้เพิ่ม และยกระดับข้อกฎหมายที่คุ้มครองฮิปโปแคระให้รัดกุมขึ้น
ความพยายามอนุรักษ์จากชุมชน
ในส่วนของไลบีเรียนั้น ได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อการอนุรักษ์ฮิปโปแคระเป็นประเทศแรกในปี 2013 โดยมีองค์กรไม่แสวงผลกำไร Fauna & Flora International เป็นผู้ให้การสนับสนุน และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผลวิจัยหลายชิ้นเริ่มพบข้อบ่งชี้ว่า อุทยานแห่งชาติซาโปซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของระบบนิเวศป่ากินีตอนบนที่ยังคงไม่ถูกทำลาย คือฐานที่มั่นสำคัญของประชากรฮิปโปแคระกลุ่มใหญ่
เนอุส เอสเตลา ผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคประจำภูมิภาคแอฟริกาตะวันตกขององค์กร Fauna & Flora International บอกว่าเป้าหมายหลักในแผนยุทธศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์นั้น ก็คือการสร้าง “ระเบียงการอนุรักษ์” ในทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ เพื่อเชื่อมต่อประชากรฮิปโปแคระกลุ่มต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกัน โดยจะมีการประเมินในระดับภูมิทัศน์เพื่อค้นหาสถานที่ที่เหมาะสมต่อไป
อย่างไรก็ตาม ความยากจนและการทุจริตคอร์รัปชันยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ ที่ขัดขวางความพยายามอนุรักษ์และแก้ไขปัญหาการสูญเสียแหล่งที่อยู่ของสัตว์ป่า แต่ทางองค์กร Fauna & Flora International ได้หาทางออกโดยทำงานร่วมกับรัฐบาลและชุมชนท้องถิ่น เพื่อดำเนินโครงการภายใต้แผนอนุรักษ์ป่าไม้ REDD+ ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งจะช่วยแก้ไขสาเหตุเบื้องหลังที่ผลักดันให้มีการตัดไม้ทำลายป่าหรือทำให้ป่าเสื่อมโทรม พร้อมกับสนับสนุนการหาเลี้ยงชีพของชาวบ้านและเคารพต่อสิทธิในที่ดินทำกินของพวกเขาอีกด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images
แฟลกเกต้องการเห็นความพยายามอนุรักษ์ที่คนในท้องถิ่นมีส่วนร่วม “ชาวบ้านสนใจประเด็นนี้กันมาก พวกเขาทราบดีว่าฮิปโปแคระคือสัตว์ที่โดดเด่นเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป และอาจเป็นหลักสำคัญของระบบนิเวศด้วย แต่ความเป็นจริงของการอนุรักษ์นั้นมีอยู่ว่า หากไม่มีโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรมาช่วยสนับสนุน ชาวบ้านจะทำโครงการอนุรักษ์ได้ลำบาก ไม่ว่าพวกเขาจะกระตือรือร้นหรือทุ่มเทมากเพียงใดก็ตาม”
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โครงการนำร่องภายใต้การสนับสนุนของสวนสัตว์เมืองบาเซิลในสวิตเซอร์แลนด์ ได้ส่งเสริมให้เยาวชนในท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ใกล้กับป่าโกลาในเซียราลีโอนและไลบีเรีย ทำหน้าที่เป็นทูตเพื่อการอนุรักษ์ฮิปโปแคระ ส่วนมูลนิธิฮิปโปแคระก็ฝึกชาวบ้านให้เป็นผู้พิทักษ์ป่าประจำชุมชน เพื่อจับตาเฝ้าระวังและคุ้มครองประชากรฮิปโปแคระในอุทยานแห่งชาติซาโป
แม้จะมีการศึกษาวิจัยฮิปโปแคระทั้งที่อยู่ในธรรมชาติและในสวนสัตว์มานานหลายทศวรรษ แต่ยังมีสิ่งที่เราไม่รู้เกี่ยวกับพวกมันอีกมาก เช่นแฟลกเกต้องการจะรู้ถึงขอบเขตที่อยู่อาศัยของสัตว์ชนิดนี้ให้มากขึ้น รวมทั้งต้องการทราบว่า พฤติกรรมของฮิปโปแคระในธรรมชาติและในสวนสัตว์นั้นเหมือนกันหรือไม่
บรรดานักวิทยาศาสตร์คาดว่า ฮิปโปแคระมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศท้องถิ่น โดยอาจช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์พืชและหมุนเวียนสารอาหาร ผ่านการขับถ่ายมูลไว้ตามที่ต่าง ๆ ทั้งยังอาจช่วยปรับแต่งโครงสร้างรูปทรงของฝั่งแม่น้ำอีกด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images
ด้านสมาคมสัตววิทยาแห่งกรุงลอนดอน (ZSL) ได้กำหนดให้ฮิปโปแคระเป็นเป้าหมายที่มีความสำคัญลำดับต้นต่อการอนุรักษ์ ในโครงการ “สุดขอบของการดำรงอยู่” (Edge of Existence Programme) แต่ทางสมาคมบอกกับบีบีซีว่า ปัจจุบันไม่ได้ทำโครงการสำคัญกับฮิปโปแคระอีกแล้ว
ทุกวันนี้ทั่วโลกมีฮิปโปแคระที่มนุษย์เลี้ยงในสวนสัตว์ราว 450 ตัว แต่พวกมันอาจได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมสวนสัตว์มากเกินไป จนทำให้สัตว์ขี้อายอย่างพวกมันเครียดหรือตกอยู่ในอันตรายได้ เหมือนกับที่ไม่กี่สัปดาห์ก่อนมีคนส่งเสียงรบกวนและขว้างปาสิ่งของใส่น้องหมูเด้ง ทำให้สวนสัตว์เปิดเขาเขียวต้องยกระดับการรักษาความปลอดภัยโดยรอบบ่อฮิปโปแคระ โบกุยบอกว่าแม้สวนสัตว์จะช่วยอนุรักษ์สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์เอาไว้ได้ แต่จะเป็นการดีกว่า หากเราสามารถรักษาแหล่งที่อยู่ตามธรรมชาติของพวกมันให้คงสภาพเดิมและไม่ถูกทำลาย
แฟลกเกบอกว่า ผลการประเมินล่าสุดเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ของฮิปโปแคระในธรรมชาติ ซึ่งจัดทำโดย IUCN จะเปิดเผยออกมาในปีหน้า ซึ่งเธอคาดว่าจำนวนประชากรของฮิปโปแคระในป่าของแอฟริกาตะวันตกจะลดลงอีกครั้ง “เรารู้ว่าพวกมันยังอยู่ที่นั่น แต่ก็มีบางกลุ่มที่ไม่มีใครพบเห็นอีกเลยเป็นเวลานานกว่า 20 ปีมาแล้ว ไม่มีรอยเท้า ไม่มีกองมูลที่ถ่ายไว้ ไม่มีรอยฟันกัด น่าสงสัยว่าพวกมันไปไหนกันหมด แต่ฉันว่าพวกมันคงจากไปแล้ว”




























