ดาวอินสตาแกรมบราซิลถูกจับคดีค้ามนุษย์ กักขังแฟนคลับให้เป็นทาส

Kat Torres' picture projected onto a stylised backdrop of the New York skyline
    • Author, ฮันนาห์ ไพรซ์
    • Role, บีบีซี อาย อินเวสทิเกชันส์

เมื่อมีผู้แจ้งความว่าหญิงสาวชาวบราซิลสองคนหายตัวไปในเดือนกันยายน ปี 2022 ครอบครัวของพวกเธอและเจ้าหน้าที่สำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐฯ หรือเอฟบีไอ ได้เร่งออกค้นหาอย่างร้อนรนไปทั่วประเทศ โดยในเบื้องต้นรู้เพียงว่า หญิงสาวทั้งสองอาศัยอยู่กับ “แคต ทอร์เรส” ไลฟ์โค้ชและอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพคนดังในอินสตาแกรม

ล่าสุดศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกทอร์เรสเป็นเวลา 8 ปี เนื่องจากความผิดฐานค้ามนุษย์และกักขังบังคับบุคคลอื่นให้กลายเป็นทาส โดยนี่เป็นเพียงคำตัดสินสำหรับเหยื่อหนึ่งในสองรายเท่านั้น ซึ่งบีบีซีได้รับรายงานว่า กำลังมีการยื่นฟ้องเอาผิดทอร์เรสในสิ่งที่เธอกระทำกับหญิงสาวคนที่สองด้วย

ข่าวนี้สร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนจำนวนมาก เพราะไม่มีใครคิดว่าอดีตนางแบบที่เคยร่วมวงสังสรรค์กับคนดังอย่าง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และเคยขึ้นปกนิตยสารระดับโลก จะกลายเป็นคนที่ล่อลวงแฟนคลับผู้ติดตามให้ตกเป็นทาสยุคใหม่ และเหยื่อของการถูกเอารัดเอาเปรียบทางเพศได้

“เธอเป็นคนในแบบที่ดูเหมือนความหวังสำหรับฉัน” แอนา หญิงชาวบราซิลที่เคยตกไปอยู่ในแวดวงของทอร์เรส เล่าให้ผู้สื่อข่าวบีบีซีฟังถึงปฏิกิริยาตอบสนองของเธอ หลังได้เห็นบัญชีอินสตาแกรมของทอร์เรสเป็นครั้งแรกในปี 2017

แม้ว่าแอนาจะไม่ใช่หนึ่งในหญิงสาวสองคนที่เอฟบีไอกำลังตามหาตัว แต่เธอก็เคยตกเป็นเหยื่อของการบังคับข่มขู่จากทอร์เรส ทั้งยังเป็นพยานปากสำคัญที่อาจให้เบาะแสในการค้นหาและช่วยเหลือหญิงสองคนดังกล่าวได้

แอนาบอกว่าเธอมาจากชุมชนแออัดที่ยากจนแห่งหนึ่งของบราซิล และหลงใหลได้ปลื้มกับเส้นทางชีวิตที่น่าอัศจรรย์ของทอร์เรส ซึ่งถีบตัวจากเด็กสาวในสลัมมาสู่วงการนางแบบระดับอินเตอร์ จนมีโอกาสได้กระทบไหล่กับดาราฮอลลีวูดระดับสุดยอดหลายคน

“มันดูคล้ายกับว่า เธอสามารถก้าวข้ามบาดแผลจากความรุนแรง, การถูกล่วงละเมิด, และประสบการณ์สะเทือนใจทั้งหมดที่เคยเผชิญในวัยเด็กมาได้แล้ว” แอนากล่าวกับรายการบีบีซี อาย อินเวสทิเกชันส์ และบีบีซีนิวส์ บราซิล

A wistful looking Ana, who has long dark hair and is wearing a smart cream jacket

ที่มาของภาพ, Jack Garland/BBC

คำบรรยายภาพ, แอนาย้ายไปอยู่ที่นครนิวยอร์ก เพื่อทำงานเป็นผู้ช่วยส่วนตัวให้กับทอร์เรส

ต่อมาในปี 2019 แอนาย้ายไปอยู่ที่นครนิวยอร์ก เพื่อทำงานเป็นผู้ช่วยส่วนตัวให้กับทอร์เรส โดยอาศัยอยู่กินกับนายจ้างแบบเต็มเวลา ตัวเธอเองในอดีตก็เคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางอ่อนแอมาก่อนเช่นกัน โดยต้องเผชิญกับความรุนแรงในวัยเด็ก ต้องอพยพโยกย้ายจากทางตอนใต้ของบราซิลมาอาศัยในสหรัฐฯ ตามลำพัง และเคยมีความสัมพันธ์กับคนรักที่ข่มเหงรังแกเธอด้วย

เมื่อไม่นานมานี้ ทอร์เรสเพิ่งตีพิมพ์หนังสืออัตชีวประวัติชื่อ A Voz หรือ “เสียง” โดยอ้างว่าเธอสามารถทำนายอนาคตจากพลังทางจิตวิญญาณภายในตนเอง ทั้งยังได้ไปออกรายการทางสื่อที่มีชื่อเสียงของบราซิล เพื่อให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องดังกล่าว

“เธอได้ขึ้นปกนิตยสารมากมาย แถมยังได้คบหากับคนดังอย่างลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ทุกสิ่งที่ฉันได้เห็นมันดูน่าเชื่อถือไปหมด” แอนายังบอกว่า เธอประทับใจกับแนวทางการปฏิบัติทางจิตวิญญาณของทอร์เรสเป็นพิเศษ แต่เธอไม่รู้เลยว่าเรื่องเล่าที่สร้างแรงบันดาลใจให้เธอนั้น มาจากคำโกหกและเรื่องปั้นแต่งที่กึ่งจริงกึ่งเท็จ

ลูเซอร์ ทเวอร์สกี อดีตเพื่อนร่วมห้องพักที่เคยเช่าอะพาร์ตเมนต์ร่วมกับทอร์เรสที่นครนิวยอร์ก บอกกับบีบีซีว่าเพื่อนในวงการฮอลลีวูดของทอร์เรส ชักนำให้เธอรู้จักกับยาหลอนประสาท “อายาวัสกา” (ayahuasca) หลังจากนั้นเธอกลายเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่เหมือนคนเดิมอีกเลย “นั่นคือตอนที่เธอเริ่มจะ...ถลำลึกเกินไปแล้ว” ทเวอร์สกีกล่าว

ทเวอร์สกียังบอกว่า เขาเชื่อว่าทอร์เรสเคยหารายได้จากการเป็น “เด็กเสี่ย” (sugar baby) หรือหญิงสาวที่ได้ค่าตอบแทนจากการเป็นคนรักของชายผู้ทรงอิทธิพลและร่ำรวย ซึ่งเขาเชื่อว่าเธอเอาเงินนั้นมาจ่ายค่าเช่าห้องอะพาร์ตเมนต์ที่พวกเขาอยู่ด้วยกัน

Luzer Twersky leans forward, hands clasped, dressed in a beige hoodie

ที่มาของภาพ, Jack Garland/BBC

คำบรรยายภาพ, ลูเซอร์ ทเวอร์สกี อดีตเพื่อนร่วมห้องพักที่เคยเช่าอะพาร์ตเมนต์ร่วมกับทอร์เรสที่นครนิวยอร์ก เชื่อว่ายาหลอนประสาท “อายาวัสกา” ทำให้ทอร์เรสกลายเป็นอีกคน

ทเวอร์สกีเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ยาหลอนประสาทอายาวัสกาคือตัวการสำคัญที่เปลี่ยนทอร์เรสไปเป็นคนละคน โดยเว็บไซต์เกี่ยวกับสุขภาพของเธอซึ่งให้บริการพิเศษแก่ผู้สมัครเป็นสมาชิกด้วยนั้น ระบุว่าเธอสามารถจะบันดาล “ความรัก เงินทอง และความภาคภูมิใจในตนเองที่คุณใฝ่ฝันถึงมาโดยตลอด” ให้กับบรรดาลูกค้าได้ โดยนอกจากจะมีคลิปวิดีโอที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับสุขภาพ, การออกกำลังกาย, ความสัมพันธ์, ความสำเร็จทางธุรกิจ, และเรื่องทางจิตวิญญาณที่รวมถึงการสะกดจิตและการทำสมาธิด้วยแล้ว ผู้ที่จ่ายเงินเพิ่ม 150 ดอลลาร์สหรัฐฯ ยังสามารถเข้ารับบริการให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัวทางออนไลน์กับทอร์เรสได้ ซึ่งเธออ้างว่าบริการวิดีโอคอลดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหาของลูกค้าได้หมดทุกเรื่อง

“อะแมนดา” หญิงสาวจากกรุงบราซิเลียซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มอดีตลูกค้าของทอร์เรส บอกว่าไลฟ์โค้ชผู้นี้ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ “ทุกข้อสงสัย ทุกคำถาม และทุกการตัดสินใจของฉัน จะต้องนำไปปรึกษาเธอก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อที่เราจะได้คิดตัดสินใจร่วมกัน”

แต่ดูเหมือนว่าคำแนะนำของทอร์เรสจะมีด้านมืดแอบแฝงอยู่ ทั้งแอนา, อะแมนดา, และอดีตแฟนคลับผู้ติดตามคนอื่น ๆ บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาเริ่มรู้สึกแปลกแยกโดดเดี่ยวจากครอบครัวและเพื่อนฝูงมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่กลับเชื่อฟังและเต็มใจอย่างยิ่งที่จะทำทุกสิ่งที่ทอร์เรสบอก

ตอนที่ทอร์เรสขอให้แอนาย้ายมาอยู่และทำงานกับเธอที่นครนิวยอร์กในปี 2019 แอนาตกลงอย่างไม่ลังเล แม้ในขณะนั้นเธอกำลังศึกษาด้านโภชนาการที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในนครบอสตันอยู่ก็ตาม เพื่อที่จะย้ายมาทำงานเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของทอร์เรส แอนาเปลี่ยนมาเรียนหลักสูตรทางออนไลน์แทน โดยว่าที่นายจ้างบอกว่าจะให้ค่าแรง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน แลกกับการที่แอนาช่วยทำงานบ้าน, ดูแลสัตว์เลี้ยง, ทำความสะอาด, ทำอาหาร, และซักรีดเสื้อผ้า

BBC iPlayer banner

แต่เมื่อแอนามาถึงอะพาร์ตเมนต์ของทอร์เรส เธอต้องตกตะลึงเพราะมันดูไม่เหมือนกับห้องของดาวอินสตาแกรม ที่รักษาภาพลักษณ์และแสดงตนอย่างสูงส่งต่อเหล่าผู้ติดตามเสมอเลยแม้แต่น้อย “ฉันช็อกไปเลย เพราะบ้านเธอรกรุงรังและสกปรกมาก แถมยังส่งกลิ่นเหม็นอีกด้วย”

แอนาบอกว่าทอร์เรสไม่สามารถดูแลตัวเองได้ แม้แต่กับการทำกิจวัตรประจำวันพื้นฐานอย่างการอาบน้ำ ซึ่งนั่นเป็นเพราะเธอไม่อาจจะทนใช้ชีวิตแบบตัวคนเดียวได้ แอนาบอกว่าถูกทอร์เรสเรียกใช้ตลอดเวลา และยอมให้เธอนอนหลับพักผ่อนเพียงวันละสองสามชั่วโมงเท่านั้น โดยต้องนอนบนโซฟาที่เปรอะเปื้อนคราบฉี่แมว

Kat Torres

ที่มาของภาพ, Kat Torres

คำบรรยายภาพ, ทอร์เรสมีผู้ติดตามในอินสตาแกรมมากกว่าหนึ่งล้านคน

เหลือเชื่อว่าไลฟ์โค้ชและดาวอินสตาแกรมที่มีผู้ติดตามกว่าล้านคน จะมีสภาพชีวิตจริงที่ไม่สวยงามเอาเสียเลย แอนาถูกใช้งานเยี่ยงทาสจนเหน็ดเหนื่อย ทำให้บางวันเธอจะแอบหลบไปอยู่ในห้องฟิตเนสของอะพาร์ตเมนต์ เพื่องีบหลับสักครู่แทนที่จะออกกำลังกายตามที่อ้างไว้กับนายจ้าง

“มาถึงตอนนี้ฉันตาสว่างแล้วว่าเธอหลอกฉันมาเป็นทาส ดูเหมือนเธอจะพออกพอใจกับการกระทำของตัวเองมาก” แอนากล่าว เธอยังบอกว่าไม่เคยได้รับเงินค่าแรงเลยสักครั้ง “ฉันรู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ที่นี่ ติดอยู่ในวังวนแบบนี้โดยไม่มีทางออก ฉันว่าฉันคงเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์รายแรก ๆ ของเธอ”

ในตอนนั้นแอนาไม่มีทางหนีไปจากทอร์เรสได้ เพราะเธอคืนห้องในหอพักของมหาวิทยาลัยที่บอสตันไปแล้ว เธอจึงไม่มีที่ไป ทั้งยังไม่มีเงินพอจะเช่าห้องพักเองด้วย แต่เมื่อตัดสินใจจะเผชิญหน้าเพื่อทวงความเป็นธรรมจากทอร์เรส อีกฝ่ายกลับใช้ความรุนแรงกับเธอ ซึ่งทำให้บาดแผลในอดีตที่เคยเจอกับความรุนแรงในครอบครัว หวนกลับมาหลอกหลอนเธออีกครั้ง

แต่ในที่สุดหลังจากผ่านไปสามเดือน แอนาก็หลุดพ้นจากความเป็นทาส เพราะเธอโชคดีได้พบกับแฟนหนุ่มคนใหม่ ซึ่งเธอสามารถย้ายเข้าไปอยู่กับเขาได้

ทว่านั่นยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดบทบาทของแอนาในชีวิตของทอร์เรส เพราะเมื่อเธอได้ข่าวครอบครัวของสองสาวชาวบราซิลแจ้งความคนหายในเดือนก.ย. ปี 2022 แอนาตัดสินใจทันทีว่าเธอจะต้องทำอะไรบางอย่าง

มาถึงตอนนั้นชื่อเสียงและความเฟื่องฟูทางธุรกิจของทอร์เรสก้าวไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว เธอแต่งงานกับ “แซ็ก” ชายหนุ่มวัย 21 ปีที่พบกันในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยทั้งสองเช่าบ้านขนาด 5 ห้องนอน ย่านชานเมืองออสตินในรัฐเทกซัสเป็นเรือนหอ

ทอร์เรสเริ่มมีพฤติกรรมซ้ำรอยเดิม โดยมุ่งเป้าล่อลวงแฟนคลับผู้ติดตามที่ทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับเธอ เหมือนที่เคยทำกับแอนาอีกครั้ง ด้วยการหลอกให้เดินทางมาหาและเสแสร้งว่าจะจ้างมาทำงานด้วยกัน ทั้งยังสัญญาว่าจะช่วยให้ประสบความสำเร็จในทุกสิ่งที่ฝันไว้ ซึ่งในการพูดโน้มน้าวใจนี้ ทอร์เรสเน้นการใช้ข้อมูลลับส่วนบุคคลที่ผู้ติดตามเปิดเผยกับเธอ ระหว่างการให้คำปรึกษาปัญหาชีวิต

เดซิเฮ เฟรตัส หญิงชาวบราซิลที่อาศัยอยู่ในประเทศเยอรมนี กับ เลชิเซีย ไมยา เพื่อนร่วมชาติอีกคนหนึ่ง คือสองหญิงสาวที่เอฟบีไอออกค้นหาทั่วสหรัฐฯ ในเดือน ก.ย. ปี 2022 ซึ่งเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าพวกเธอได้ถูกทอร์เรสล่อลวงไปเป็นทาส และถูกกักขังไว้ในบ้านที่เมืองออสตินพร้อมกับเหยื่ออีกรายหนึ่งชื่อ “ซอล” ที่หลบหนีออกมาได้ก่อน โดยทอร์เรสแนะนำตัวหญิงสาวทั้งสามทางสื่อสังคมออนไลน์ว่าเป็น “พี่น้องตระกูลแม่มด” ของเธอ

Large beige suburban house in Austin, Texas, surrounded by trees

ที่มาของภาพ, Jack Garland/BBC

คำบรรยายภาพ, ทอร์เรสล่อลวงผู้ติดตามในอินสตาแกรมของเธอบางคนให้มาอยู่ด้วยกันที่บ้านในเขตชานเมืองออสติน รัฐเท็กซัส

การตรวจสอบของบีบีซียังพบว่า มีหญิงสาวอีก 4 คน ที่เกือบจะถูกทอร์เรสหลอกไปเป็นทาสในบ้านหลังดังกล่าว แต่โชคดีที่พวกเธอถอนตัวทันเสียก่อน ในจำนวนนี้บางคนยังหวาดกลัว ไม่กล้าปรากฏตัวในสารคดีของบีบีซี เพราะอาจถูกตอบโต้ด้วยการกลั่นแกล้งทางออนไลน์และยังคงมีบาดแผลฝังใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่

เดซิเฮเปิดเผยหลังเป็นอิสระจากทอร์เรสว่า อดีตนายจ้างผู้โหดร้ายช่วยซื้อตั๋วเครื่องบินจากเยอรมนีมายังสหรัฐฯ ให้เธอ โดยเกลี้ยกล่อมว่าเธอมีแนวโน้มจะฆ่าตัวตาย และจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทางใจจากทอร์เรสอย่างใกล้ชิด ส่วนในกรณีของเลชิเชียซึ่งเริ่มรับคำปรึกษาปัญหาชีวิตจากทอร์เรสตั้งแต่อายุเพียง 14 ปีนั้น ไลฟ์โค้ชลวงโลกสั่งให้เธอมาสหรัฐฯ โดยสมัครเข้าร่วมโครงการออแพร์ (au-pair) ก่อน แล้วจึงค่อยลาออกมาอยู่กับเธอในภายหลัง

ส่วน “ซอล” ซึ่งเป็นสาวบราซิลที่ถูกหลอกอีกคน แต่หลบหนีออกมาได้ก่อนเดซิเฮและเลชิเซีย บอกว่าเธอตัดสินใจย้ายมาอยู่กับทอร์เรสหลังกลายเป็นคนไร้บ้าน โดยได้รับการว่าจ้างให้ช่วยดูดวงด้วยไพ่ทาโรต์และนำฝึกในชั้นเรียนโยคะ

ไม่นานหลังจากที่พวกเธอย้ายมาอยู่กับทอร์เรสที่รัฐเทกซัส อินฟลูเอนเซอร์คนดังก็เริ่มเผยธาตุแท้ โดยเดซิเฮเล่าว่า ทอร์เรสบังคับให้เธอไปทำงานในคลับท้องถิ่นเป็นนักเต้นระบำเปลื้องผ้า ซึ่งหากเธอไม่ยินยอมตาม ทอร์เรสจะขู่ให้เธอชดใช้เงินทั้งหมดที่เป็นค่าเดินทาง, ค่าที่พัก, ค่าของใช้ส่วนตัว, รวมทั้งค่าประกอบพิธีทางไสยศาสตร์ซึ่งทอร์เรสทำให้และออกเงินให้ล่วงหน้าไปก่อนนั้น

เดซิเฮซึ่งไม่มีเงินติดตัว ซ้ำยังเชื่ออย่างสนิทใจในตอนนั้นว่า ทอร์เรสมีพลังลึกลับของแม่มดที่สามารถสาปเธอได้ จำต้องก้มหน้ายอมไปทำงานที่น่าอายดังกล่าว ซึ่งต่อมาผู้จัดการคลับแห่งนั้นบอกกับบีบีซีว่า เธอต้องทำงานหนักวันละหลายชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์

ทั้งเดซิเฮและซอลบอกว่า ผู้หญิงทุกคนในบ้านของทอร์เรสที่เมืองออสติน ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวด โดยพวกเธอถูกห้ามพูดคุยกันเอง และจะออกจากห้องพักไม่ได้เลยถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากทอร์เรส แม้แต่ในเวลาที่จะไปห้องน้ำก็ตาม พวกเธอยังถูกยึดเอารายได้จากการทำงานไปทั้งหมดด้วย

(L-R) Kat Torres, Desirrê and Letícia, all with matching platinum blonde hair

ที่มาของภาพ, Kat Torres

คำบรรยายภาพ, ทอร์เรส (ซ้าย) กับเดซิเฮ (กลาง) และเลชิเซีย (ขวา)

ซอลบอกกับบีบีซีว่า “มันยากที่จะหลุดพ้นจากสถานการณ์เช่นนี้ได้ เพราะเธอถือเงินของคุณอยู่” ส่วนเดซิเฮบอกว่า “มันน่ากลัวมาก ฉันคิดอยู่ตลอดว่าอาจมีอะไรเกิดขึ้นกับฉันก็ได้ เพราะเธอมีข้อมูลของฉันทั้งหมด เธอยึดหนังสือเดินทางและใบขับขี่ของฉันไว้ด้วย”

อย่างไรก็ตาม ในที่สุดซอลตัดสินใจว่าจะต้องหาทางหนีให้ได้ หลังได้ยินบทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างทอร์เรสกับลูกค้ารายหนึ่ง ซึ่งเธอบอกให้ลูกค้าผู้นั้นไปทำงานเป็นโสเภณีในบราซิล “เพื่อรับการลงโทษ”

ต่อมาซอลหนีออกจากบ้านหลังนั้นสำเร็จ ด้วยความช่วยเหลือของอดีตแฟนหนุ่ม แต่ทอร์เรสก็เริ่มลงเนื้อหาทางออนไลน์เกี่ยวกับปืนของสามีเธอบ่อยครั้งขึ้น เหมือนเป็นการขู่ให้หญิงสาวที่เหลืออยู่หวาดกลัวจนไม่กล้าหลบหนีไปอีก

เดซิเฮบอกว่าในตอนนั้นเอง จู่ ๆ ทอร์เรสก็สั่งให้เธอออกจากงานเต้นระบำเปลื้องผ้า แล้วให้เปลี่ยนไปเป็นโสเภณีแทน เมื่อเธอปฏิเสธทอร์เรสจึงได้พา “ไปเที่ยว” สนามยิงปืนแห่งหนึ่งในวันต่อมา ทำให้เดซิเฮต้องยอมขายตัวเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ ต่อมาเธอเขียนถึงประสบการณ์อันเลวร้ายครั้งนั้น ลงในหนังสือบันทึกความทรงจำของเธอว่า “คำถามต่าง ๆ วนเวียนมาหลอกหลอนอยู่ในหัว ฉันจะหยุดทำได้ทุกเมื่อที่ต้องการใช่ไหม ? ถ้าถุงยางแตกหรือขาดฉันจะติดโรคไหม ? ถ้าตำรวจปลอมตัวเป็นลูกค้ามาจับฉันล่ะ ? ถ้าเขาจะฆ่าฉัน ฉันจะทำยังไง ?”

หากทาสทางเพศของทอร์เรสทำรายได้ไม่ถึงเป้าที่เธอตั้งไว้ ซึ่งจู่ ๆ ก็เพิ่มขึ้นจาก 1,000 เป็น 3,000 ดอลลาร์ต่อวัน หญิงสาวจะไม่ได้รับอนุญาตให้กลับเข้าบ้านในวันนั้น และต้องนอนข้างถนนเพื่อเป็นการลงโทษ

เอกสารจากบัญชีธนาคารที่บีบีซีได้เห็น แสดงว่าเดซิเฮโอนเงินให้กับทอร์เรสกว่า 21,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือน มิ.ย. และ ก.ค. ของปี 2022 แต่เธอก็ยังถูกบังคับให้มอบเงินสดเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมากด้วย ทอร์เรสขู่ว่าจะแจ้งตำรวจจับเธอในข้อหาลักลอบค้าประเวณี ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายของรัฐเทกซัส หากเธอยังไม่หยุดคร่ำครวญว่าต้องการจะเลิกทำงานนี้

สถานการณ์อันมืดมนของเดซิเฮและเลชิเซียเริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้าง เมื่อครอบครัวและเพื่อนที่ติดต่อกับพวกเธอไม่ได้เป็นเวลานาน เข้าแจ้งความกับตำรวจในเดือน ก.ย. และเริ่มรณรงค์ทางสื่อสังคมออนไลน์เพื่อค้นหาพวกเธอเป็นการใหญ่ แต่ในตอนนั้นรูปลักษณ์ของพวกเธอไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ผมสีน้ำตาลเข้มถูกย้อมเป็นสีบลอนด์ทองคล้ายกับทอร์เรส ซ้ำเบอร์โทรศัพท์ของญาติมิตรยังถูกปิดกั้นทั้งหมด

แอนาซึ่งเคยเผชิญประสบการณ์เลวร้ายดังกล่าวมาแล้ว รู้ได้ทันทีว่าทอร์เรสกักขังสองสาวเอาไว้อย่างแน่นอน เธอและอดีตผู้ติดตามคนอื่น ๆ ของทอร์เรส จึงติดต่อกับตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งเอฟบีไอเพื่อให้เบาะแส โดยมุ่งหวังให้ทอร์เรสถูกจับกุมในครั้งนี้ให้จงได้ หลังจากที่แอนาและซอลเคยเข้าแจ้งความกับตำรวจเมื่อ 5 เดือนก่อนหน้านั้น แต่ไม่ได้รับความสนใจจากเจ้าหน้าที่เลย

ต่อมามีการค้นพบข้อมูลรายละเอียดของบุคคลที่อาจเป็นเดซิเฮและเลชิเซีย บนเว็บไซต์ให้บริการเพื่อนเที่ยวและโสเภณี ทำให้สื่อมวลชนหันมาให้ความสนใจกับกรณีนี้อย่างมาก ทอร์เรสซึ่งตื่นตระหนกกับความเคลื่อนไหวดังกล่าว ได้พาสองสาวขึ้นรถหนีไปรัฐเมนซึ่งอยู่ห่างออกไป 3,219 กิโลเมตร ทั้งยังลงคลิปวิดีโอในอินสตาแกรม โดยบังคับให้สองสาวออกมาปฏิเสธเรื่องที่ถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว และขอให้ผู้คนหยุดตามหาพวกเธอได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม การลงคลิปวิดีโอเพื่อแก้ต่างดังกล่าว กลายเป็นเบาะแสสำคัญให้กับเจ้าหน้าที่ โดยกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสามารถติดตามข้อมูลการติดต่อบางอย่างได้ ซึ่งข้อมูลนี้เป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดต่อทอร์เรสทางแอปพลิเคชันเฟซไทม์ โดยโทรเข้าไปในขณะที่ทอร์เรสยังไม่ทันได้ตั้งตัว ทำให้ได้ยินเสียงของเธอหลุดออกมาก่อนว่า “เขาจะเริ่มถามคำถามพวกเธอแล้วนะ พวกนี้เป็นนักสืบเหลี่ยมจัด ระวังให้ดีด้วยล่ะ ฉันสาบานว่าจะเตะพวกเธอออกไปแน่ ๆ หากกล้าพูดอะไรออกมา ฉันจะร้องกรี๊ดเลย”

ต่อมาในเดือน พ.ค. ปี 2022 ตำรวจสามารถเกลี้ยกล่อมให้ทอร์เรสและสองสาว ยอมเดินทางมายังสำนักงานนายอำเภอที่เขตแฟรงคลินของรัฐเมน เพื่อเข้ารับการตรวจสอบสวัสดิภาพบุคคลด้วยตนเองได้สำเร็จ ซึ่งเดวิด ดาโวล เจ้าหน้าที่สืบสวนที่สอบปากคำพวกเธอในตอนนั้นบอกว่า เขาพบสัญญาณอันตรายในหลายจุดที่แจ้งเตือนว่ามีสิ่งไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น ทั้งการหวาดระแวงเจ้าหน้าที่ตำรวจ, การแยกตัวโดดเดี่ยว, และลังเลที่จะพูดหากไม่ได้รับอนุญาตจากทอร์เรสเสียก่อน

เจ้าหน้าที่สืบสวนดาโวลบอกว่า “พวกค้ามนุษย์นั้นไม่เหมือนกับที่เราเห็นในหนังเสมอไป ไม่ใช่ว่าจะเป็นแบบแก๊งอาชญากรรมที่ลักพาตัวคนทุกครั้ง ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นใครสักคนที่เราไว้ใจมากกว่า”

ในที่สุดทั้งสองสาวได้รับการช่วยเหลือให้เป็นอิสระ และถูกส่งตัวกลับบราซิลโดยสวัสดิภาพในเดือน ธ.ค. ของปีเดียวกัน เจ้าหน้าที่สืบสวนดาโวลยังกล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันกรณีการค้ามนุษย์กำลังเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งข้อมูลขององค์การสหประชาชาติระบุตรงกันว่า มันคือหนึ่งในอาชญากรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็วที่สุด เพราะแก๊งค้ามนุษย์ทั่วโลกทำรายได้รวมกันสูงถึง 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ดาโวลยังเชื่อว่าสื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางหลัก ที่ทำให้นักค้ามนุษย์สามารถค้นหาและล่อลวงเหยื่อได้ง่ายขึ้น

เมื่อเดือน เม.ย. ของปีนี้ บีบีซีได้รับอนุญาตจากศาลให้เข้าสัมภาษณ์ทอร์เรสในเรือนจำของบราซิล ซึ่งเป็นการพูดคุยกับสื่อครั้งแรกหลังจากที่เธอถูกจับกุมตัว ในตอนนั้นทอร์เรสซึ่งกำลังรอการตัดสินโทษในความผิดที่กระทำต่อเดซิเฮ ออกมาพบผู้สื่อข่าวด้วยท่าทีสงบนิ่งและมีรอยยิ้มบนใบหน้า เธอยังคงยืนกรานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และไม่ได้บังคับให้สองสาวชาวบราซิลทำงานหรือขายตัวหารายได้ให้เธอ

“ตอนที่ฉันเห็นหลายคนขึ้นให้การต่อศาล พวกเขาโกหกเป็นไฟในหลายเรื่อง โกหกกันมากเสียจนฉันรู้สึกขำและหยุดหัวเราะไม่ได้” ทอร์เรสกล่าว “พวกเขาบอกว่าฉันเป็นผู้รู้จอมปลอม แต่ในเวลาเดียวกันก็บอกด้วยว่า ฉันเป็นบุคคลอันตรายต่อสังคม เพราะสามารถเปลี่ยนใจคนได้ด้วยคำพูดเท่านั้น”

A triptych of three shots of Kat Torres pulling a range of expressions during our interview with her in a Brazilian prison

ที่มาของภาพ, Jack Garland/BBC

คำบรรยายภาพ, บีบีซีสัมภาษณ์แคต ทอร์เรส ในเรือนจำ ขณะที่เธอรอคำตัดสินในการพิจารณาคดี

เมื่อผู้สื่อข่าวบีบีซีซักถามในเรื่องหลักฐานที่ยืนยันความผิดของเธอ ทอร์เรสมีท่าทีแข็งกร้าวขึ้นและกล่าวหาว่าสื่อก็โกหกเช่นกัน “คุณเชื่อในทุกสิ่งที่คุณต้องการจะเชื่อ ถ้าฉันบอกว่าฉันคือพระเยซู คุณก็จะเห็นพระเยซู หรือคุณอาจจะเห็นปีศาจก็ได้ มันเป็นทางเลือกของคุณ...และมันก็เท่านั้น มันคือจิตใจของคุณเอง”

ก่อนกลับไปเข้าห้องขัง ทอร์เรสหันมาข่มขู่ทีมข่าวของบีบีซีว่า สุดท้ายแล้วทุกคนจะได้เห็นกันว่าเธอมีพลังจิตจริงหรือไม่ เธอยังชี้มาที่ตัวผู้สื่อข่าวพร้อมกับบอกว่า “ฉันไม่ชอบเธอ”

มีหญิงสาวมากกว่า 20 คน ที่ถูกทอร์เรสหลอกหรือบังคับกดขี่ข่มเหง หลายคนที่บีบีซีได้พูดคุยด้วย ยังคงต้องเข้ารับการบำบัดรักษาสภาพจิตใจ อย่างไรก็ตาม ทนายความของทอร์เรสบอกว่าจะยื่นอุทธรณ์คดีของเธอต่อไป ในขณะที่ยังคงมีการสืบสวนคดีที่มีผู้ร้องเรียนทอร์เรสเพิ่มเติมในบราซิล

แอนาเชื่อว่าจะมีเหยื่อของทอร์เรสอีกมากมายหลายคนออกมาแสดงตัว และเธอต้องการให้ผู้คนมองการกระทำของทอร์เรสว่าเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรง มากกว่าจะเป็นเพียงดรามาทางสื่อสังคมออนไลน์เรื่องหนึ่งเท่านั้น

ในหน้าสุดท้ายของหนังสือบันทึกความทรงจำของเธอ เดซิเฮบอกว่า “ตอนนี้ฉันยังคงไม่หายดี ฉันได้ผ่านปีที่ท้าทาย ถูกกดขี่เอารัดเอาเปรียบทางเพศ ถูกจองจำให้เป็นทาส ฉันหวังว่าเรื่องราวของตัวเองจะเป็นคำเตือนให้กับทุกคนได้”

Get in touch

Have you been affected by the issues raised in this story?