คดีล้มล้างการปกครอง: ย้อนไทม์ไลน์วิบากกรรมคดีความ พิธา-พรรคก้าวไกล

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ในเวลาห่างกันเพียงสัปดาห์เดียว พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เผชิญกับคดีความที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยถึง 2 คดี
คดีแรก เขารอดจาก "คดีถือหุ้นไอทีวี" มาได้ และได้กลับเข้าไปทำหน้าที่ในสภา โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติว่าสมาชิกภาพ สส. ของเขายังไม่สิ้นสุดลง แม้ถือหุ้น บมจ.ไอทีวี ในวันสมัครรับเลือกตั้ง แต่ไอทีวีไม่ได้ดำเนินการธุรกิจสื่อแล้ว
ส่วนคดีที่สอง มีนายพิธาและพรรคก้าวไกลเป็นผู้ถูกร้อง คือ "คดีล้มล้างการปกครอง" นายธีรยุทธเป็นผู้ยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่า การกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก. (ขณะนั้น) ผู้ถูกร้องที่ 1 และพรรค ก.ก. ผู้ถูกร้องที่ 2 ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ. …. เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง
สำรวจไทม์ไลน์ของทั้งสองคดี ได้ทางนี้
ไทม์ไลน์คดี พิธา-พรรคก้าวไกล
เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ตรวจสอบคุณสมบัติของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เนื่องจากถือหุ้น บมจ.ไอทีวี ทั้งนี้การ "ถือหุ้นสื่อ" เป็นคุณสมบัติต้องห้ามไม่ให้ลงสมัคร สส. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3)
พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง โดย พิธา ประกาศพร้อมจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 หลังเชิญพรรคเพื่อไทยและพรรคอื่น ๆ ร่วมจัดตั้งรัฐบาล
สื่อท้องถิ่นรายงานข่าวเผยแพร่วิดีโอการประชุมผู้ถือหุ้นของ บมจ.ไอทีวี เทียบกับบันทึกการประชุมที่มีเนื้อหาไม่สอดคล้องกัน เพราะในบันทึกการประชุมระบุว่า ไอทีวี ยังดำเนินกิจการสื่ออยู่ ก่อให้เกิดข้อสงสัยว่า มีการดัดแปลงเอกสารเพื่อเป็นหลักฐานเอาผิดพิธาหรือไม่
อนุพงษ์ ไชยฤทธิ์ รองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงว่า ไอทีวี หยุดประกอบกิจการมา 16 ปีแล้ว แต่ยังเป็นนิติบุคคล เนื่องจากอยู่ระหว่างฟ้องร้องพิพาททางกฎหมาย
ในหลวง รัชกาลที่ 10 ทรงเปิดการประชุมรัฐสภา ซึ่งในวันต่อมา พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยช่วงชิงตำแหน่งประธานสภา สะท้อนถึงรอยร้าวภายในพรรคร่วมจัดรัฐบาล และโอกาสที่พิธาจะได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญแจ้งว่าได้รับคำร้องทางธุรการ "คดีหุ้นไอทีวี" เพื่อวินิจฉัยว่ากรณีสมาชิกภาพ สส. ของพิธาสิ้นสุดลงหรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง "คดีล้มล้างการปกครอง" จากการที่ พิธา-พรรคก้าวไกล หาเสียงด้วยนโยบายแก้ไขมาตรา 112
ผลโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีรอบแรก พิธา ได้คะแนนเสียงไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำตามรัฐธรรมนูญ ขาดไป 51 เสียง แม้ว่าพรรคก้าวไกลจะมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่วุฒิสมาชิกส่วนใหญ่งดออกเสียง หรือโหวตไม่เห็นชอบ
พิธา ล้มเหลวในการประชุมเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 หลังรัฐสภามีมติห้ามเสนอชื่อพิธาให้โหวตซ้ำ ในวันเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. จนกว่าศาลจะวินิจฉัย "คดีถือหุ้นไอทีวี"
จากเดิมที่ร่วมรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทยได้เปิดตัว 11 พรรคร่วมรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อผลักดันแคนดิเดตของเพื่อไทยเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
รัฐสภาโหวตเลือก เศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 วันเดียวกับที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้กลับเมืองไทย
พิธา ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกล เพื่อเปิดทางให้มีหัวหน้าพรรคคนใหม่ได้ทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ในช่วงที่เขาต้อง "เว้นวรรค" จากสภา
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 1 ว่า พิธาไม่พ้นสมาชิกภาพ สส. เพราะไอทีวี ไม่มีสถานะเป็นสื่อที่ประกอบกิจการอยู่
พิธา กลับเข้ารัฐสภาในฐานะ สส. เป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน
ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีกล่าวหา พิธา-ก้าวไกล "ล้มล้างการปกครอง"
























